การสอนหลักภาษาไทยด้วยวิธีการการวิเคราะห์

เฉลิมลาภ ทองอาจ

ภาษาไทยมีกฎเกณฑ์อันเป็นข้อบังคับ ทำให้การใช้ภาษาแตกต่างจากภาษาอื่น ๆ จนเรียกได้ว่ามีอัตลักษณ์ แม้ว่าจะเป็นภาษาคำโดด ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันกับภาษาจีน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หลักเกณฑ์ของภาษาไทยและจีนเหมือนกันทุกประการ ดังนั้น ในการทำความเข้าใจภาษา ครูผู้สอนจึงต้องสอนให้นักเรียนรู้จักที่จะวิเคราะห์หลักภาษาไทยให้เป็น จากการสังเกตตัวอย่างการใช้ภาษา

อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์หรือไวยากรณ์นั้น มีคำอธิบายของผู้รู้ไว้แตกต่างกัน บ้างก็มองว่า ภาษาไทยมีโครงสร้างที่ชัดเจน เลยให้ความสำคัญต่อการเรียงคำ และการวางกรอบต่าง ๆ ที่เคร่งครัด ในขณะที่บางกลุ่มมองว่า ความหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า แม้ว่าโครงสร้างจะไม่ชัดเจน เช่น นักภาษากลุ่มดั้งเดิมมองว่า ประโยคต้องประกอบด้วยภาคประธานและภาคแสดง จึงจะเรียกว่าประโยค  แต่ขณะที่นักภาษาอีกกลุ่มเห็นว่า กริยาวลี แม้จะมีเพียงกริยา เพียงตัวเดียว ก็อาจถือเป็นประโยคได้ ทำให้มุมมองในวิเคราะห์แตกต่างกันออกไป

เมื่อเราสามารถวิเคราะห์ภาษาจากทฤษฎีไวยากรณ์ได้มากกว่า 1 ทฤษฎี  ก็หมายความว่า หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ของเราก็มีมากขึ้นตามไปด้วย  ผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ เมื่อใช้ทฤษฎีหนึ่ง อาจจะให้ผลต่างจากทฤษฎีหนึ่งก็ได้  ตัวอย่างเช่น การศึกษาเรื่องประโยค  อาจแบ่งตามแนวคิดของพระยาอุปกิตศิลปสาร ว่าแบ่งเป็นประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน ในขณะที่นักไวยากรณ์ในยุคต่อมา ได้แบ่งประโยคใหม่โดยแบ่งตามโครงสร้าง และแบ่งตามเจตนา โดยกรณีแรก แบ่งเป็นประโยคสามัญ ประโยครวม และประโยคซ้อน ซึ่งหากพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า ประโยคควา่มเดียว และประโยคสามัญ ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด นี่คือความแตกต่างของทฤษฎี ที่ครูผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจ

ปัญหาคือ เมื่อมีความแตกต่างของสิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์เช่นนี้ จะเลือกมาใช้ในทางปฏิบัติ หรือกล่าวให้ชัดเจนขึ้น คือ จะสอนเด็กนักเรียนอย่างไร  ในที่นี้ ก็คงจะต้องอธิบายว่า ในการเรียนการสอนหลักภาษาไทย ครูสามารถที่จะให้นักเรียนวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เพราะต้องไม่ลืมว่า แนวคิดทางภาษา เป็นเพียงข้อเสนอ หรือเป็นบัญญัตสมมุติทางภาษา  ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงอันเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ด้งนั้น นักเรียนสามารถที่จะเลือกใช้แนวคิดต่าง ๆ เข้ามาพิจารณา ซึ่งจะมีคุณค่ามากขึ้น หากครูให้นักเรียนวิเคราะห์หลักภาษาด้วยทฤษฎีต่าง ๆ แล้วนำผลการวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ แนวคิดเกี่ยวกับคำซ้อน ซึ่งเดิม ใช้เกณฑ์การแบ่งเป็นคำซ้อนเพื่อเสียง และคำซ้อนเพื่อความหมาย  แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของคำซ้อนเพื่อเสียง เช่น โลเล จุกจิก  โผเผ โงกเงก อ๋อแอ๋ ก็อาจจะมีคำถามว่า ในคำเหล่านี้จะมีคำที่ไม่มีความหมาย เมื่อไม่มีความหมายจะเรียกว่าคำเหล่านี้ว่าเป็น คำ หรือไม่ หรือเป็นแต่เพียงเสียง แล้วนิยามของคำซ้อนเพื่อเสียง ที่จริงแล้ว คืออะไร

เรื่องไวยากรณ์จะต้องเรียนด้วยการวิเคราะห์ โดยนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้นักเรียนเห็นเป็นโจทย์ที่จะตอบ  เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่อาศัยการตีความ และการนำเสนอเหตุผลประกอบ  การเรียนด้วยวิธีวิเคราะห์ ย่อมนำนักเรียนให้เกิดการคิด และรู้จักที่จะมองภาษาในฐานะสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องใช้แต่การจำ และนำไปสอบให้ผ่านเพียงอย่างเดียว เหมือนที่เห็นกันจนเป็นเรื่องปกติทั่วไป

____________________________________________________________________________________________

 

Advertisements