หลักสูตรภาษาแม่ในฟินแลนด์: การศึกษาเปรียบเทียบ

                                         หลักสูตรภาษาแม่ในฟินแลนด์: การศึกษาเปรียบเทียบ

                                                                          

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

                 เราไม่อาจรู้ว่าสิ่งหนึ่งแท้จริงเป็นอย่างไร หรือมีคุณค่าเพียงใด หากไม่นำสิ่งนั้นไปเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง  เหมือนกับที่มีผู้กล่าวว่า  หากไม่มีความดำก็จะไม่รู้ว่าความขาวเป็นอย่างไร หรือหากไม่มียาจกที่ยากจนข้นแค้น ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า  ผู้มีฐานะราชศักดิ์ อุดมด้วยทรัพย์และเกียรติยศนั้น เป็นใครและดำรงชีวิตด้วยอาการอันใดบ้าง  ดังนั้น การเปรียบเทียบจะมีประโยชน์ในแง่ใด หากมิใช่ทำให้ทราบว่า สิ่งหนึ่งเหมือนหรือต่างจากสิ่งหนึ่งอย่างไร

                แวดวงการศึกษาทั้งทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ใช้กลวิธีการเปรียบเทียบเพื่อศึกษาและค้นหาความจริงให้แก่สิ่งต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน  นักวรรณคดีศึกษาวรรณคดีต่างชาติ ต่างภาษา เพื่อนำมาใช้ตีความ หรือพิจารณาวรรณคดีหรือวรรณกรรมอีกชุดหนึ่ง เรียกว่าวรรณคดีเปรียบเทียบ  นักการศึกษา พิจารณานโยบายการศึกษา ตลอดจนแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ความเหมือนและความต่าง               เป็นกระบวนการที่เรียกว่า  การศึกษาเปรียบเทียบ  น่าสนใจว่า นักหลักสูตรและการสอน  ได้นำแนวคิดเรื่องของการเปรียบเทียบนี้มาใช้ศึกษาหลักสูตรหรือไม่  เพียงใด  เพราะการเปรียบเทียบหลักสูตร จะทำให้ทราบถึงความแตกต่างระหว่างหลักสูตรสองฉบับ  อันจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับหลักสูตรทั้งสองฝ่ายเห็นว่า  อะไรคือสิ่งที่ทำให้หลักสูตรหนึ่ง                  มีประสิทธิภาพมากกว่าหลักสูตรหนึ่ง  หรืออะไรที่หลักสูตรหนึ่ง ไม่สามารถวางหรือกำหนดไว้เช่นในหลักสูตรอีกฉบับได้ อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

                      หลักสูตรการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานของทุกประเทศ แม้มีความแตกต่างในเรื่องของโครงสร้างเวลาและรายวิชาที่กำหนดให้เรียน  แต่โดยหลักการแล้ว  ย่อมมีองค์ประกอบของกลุ่มวิชาเพื่อการพัฒนาเยาวชนคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระดับต้น หรือระดับประถมศึกษาที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาในกลุ่มวิชาภาษาแม่ (mother tongue) อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความสามารถด้านการรู้หนังสือของเยาวชน  กลุ่มวิชานี้ เมื่อนำมาเทียบกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย ก็คือกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยนั่นเอง  การศึกษาในเชิงเปรียบเทียบเทียบในที่นี้ จะดำเนินการศึกษาหลักสูตรแกนกลางกลุ่มวิชาภาษาแม่ของประเทศฟินแลนด์ (2004) กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พุทธศักราช  2551 เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรฉบับหลังให้ทัดเทียมกับอารยประเทศมากยิ่งขึ้น

                       การจัดหลักสูตรกลุ่มวิชาภาษาแม่ของประเทศฟินแลนด์ มีลักษณะการแบ่งเป็นช่วงระยะของการพัฒนา ซึ่งมีเป้าหมายและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่ผู้เรียนจะต้องศึกษาแตกต่างกันในแต่ระดับชั้น  ดังนี้

                       1. ระดับประถมศึกษาตอนต้น  (grade 1-2)  เป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียน คือ การส่งเสริมให้เกิด 1) ทักษะการปฏิสัมพันธ์ (interaction skills)  ได้แก่ การรู้จักการตั้งคำถาม การฟัง  การพูดและการแสดงออกในสถานการณ์ต่าง ๆ  2)  ทักษะการอ่านและการเขียน ได้แก่ การจดจำคำ การใช้คำ  การแต่งประโยค ข้อความ เขียนและอ่านเอกสารต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน   และ 3)  ทักษะการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม ได้แก่ การอ่านตีความ การเชื่อมโยงประสบการณ์เรื่องที่อ่านกับตนเอง และการใช้ห้องสมุด

                       2.  ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย  (grade 3-5)  เป้าหมายของการพัฒนาผู้เรียน ประกอบด้วยการพัฒนาใน 6 ด้าน ประกอบด้วย  1)  ทักษะการปฏิสัมพันธ์  ได้แก่ การนำเสนอความคิด การอธิบาย การตั้งคำถามและการฟังอย่างกระตือรือร้น  2)  ความเข้าใจข้อความ  (text comprehension)  ได้แก่  การอ่านออกเสียง การอ่านสรุปความ ตีความ การพิจารณาโครงสร้างข้อความ การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับเรื่องที่อ่าน การประเมิน การหาใจความสำคัญ        3)  การเตรียมการเขียนและการพูดนำเสนอ (composition and  oral presentations)  ได้แก่ การสร้างงานเขียนของตนเอง การวางโครงเรื่อง  การแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึกโดยใช้กระบวนการเขียน การพัฒนาความคล่องแคล่วในการเขียน 4)  ทักษะการจัดการข้อมูล (information management skills)  ได้แก่  การสืบค้นข้อมูลจากเอกสารจำพวกข้อมูลความรู้ สารคดี  การสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูลห้องสมุด  ระบบเครือข่ายฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์  5)  โครงสร้างของภาษา (structure of language)  ได้แก่  ความรู้เกี่ยวกับเรื่องคำ การจัดกลุ่มของคำตามความหมายและการนำไปใช้ การศึกษาโครงสร้างประโยค ความแตกต่างระหว่างภาษาพูด-ภาษาเขียน  และ  6)  วรรณคดีและวัฒนธรรม (literature and culture)  ได้แก่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอ่าน  การวิเคราะห์โครงเรื่อง แนวคิด ตัวละครหลัก-รอง การวิเคราะห์และเชื่อมโยงวรรคดีที่อ่านกับศิลปะสาขาอื่น ๆ

                    กลุ่มสาระหรือเนื้อหาแกนกลาง (core)  ที่กำหนดให้ในระดับที่สูงกล่าวข้างต้น จัดแบ่งเป็น 6 กลุ่มเช่นกัน แต่มีความลุ่มลึกในรายละเอียด  เกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนที่ต้องมีมากยิ่งขึ้น  ข้อสังเกตที่สำคัญของการกำหนดกลุ่มสาระดังกล่าวก็คือ  ความชัดเจนและการบูรณาการ

                     ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างหลักสูตรข้างต้น กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พุทธศักราช 2551 คือ หลักสูตรรายวิชาภาษาแม่ของประเทศไทย แบ่งเป้าหมายของการพัฒนาออกเป็น 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ 1) การอ่าน  2)  การเขียน  3)  การฟัง การดูและการพูด  4) หลักการใช้ภาษา และ  5)  วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่งใน 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัง สอดคล้องกับหลักสูตรของฟินแลนด์ แต่ยังไม่ได้เพิ่มประเด็นของวัฒนธรรมให้เด่นชัด  วรรณคดีที่กำหนดให้เรียนก็เป็นวรรณคดีมรดก  ส่วนวรรณกรรมท้องถิ่นแม้จะมีระบุไว้ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นบทบาทว่า  มีความสำคัญต่อการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นของผู้เรียนไทยอย่างไร

                    สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 3 กลุ่มแรก อันเป็นเรื่องทักษะการสื่อสารนั้น  การจัดแยกออกมาเป็นทักษะดังกล่าวอาจจะมีขอบเขตที่กว้างมากเกินไป  และการแยกออกมาดังกล่าว ก็อาจจะทำให้มิได้มุ่งเน้นไปที่การใช้ภาษาซึ่งเป็นเรื่องของการบูรณาการ  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด  คือ  กลุ่มวิชาการปฏิสัมพันธ์  เป็นกลุ่มวิชาที่ต้องอาศัยการพูด การฟังการดู การอ่าน  และการเขียนอย่างสัมพันธ์กัน  เช่นเดียวกันกับทักษะการจัดการข้อมูล  ซึ่งต้องอาศัยการอ่าน การดู รวมถึงทักษะอื่น ๆ เช่นการใช้เทคโนโลยีการสืบค้น  การใช้ห้องสมุด  เป็นต้น   ดังนั้น  หลักสูตรภาษาแม่ของฟินแลนด์จึงจัดกลุ่มเนื้อหาวิชาและทักษะในรูปแบบที่บูรณาการมากกว่า และเป็นกลุ่มทักษะที่มีเป้าหมายชัดเจน  มิได้แยกฝึก แยกพัฒนาไปแต่ละตัวชี้วัด  แบบที่จัดไว้ในหลักสูตรภาษาไทยของประเทศไทย   ซึ่งหากผู้สอน ไม่สามารถบูรณาการตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ ให้เป็นหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณการ  ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ร่างหลักสูตรฉบับนี้   ได้แล้ว  ก็จะทำให้การฝึกทักษะต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา  แยกออกเป็นทีละทักษะ  และผู้เรียนไม่สามารถที่จะนำไปใช้ในการสื่อสารจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก  นี่จึงเป็นประเด็นความแตกต่างที่สำคัญของหลักสูตรทั้งสองฉบับ

                  น่าเสียดายที่งานหลักสูตรเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้ มีน้อยมากในแวดวงวิชาการ  ทั้งที่จริง ๆ แล้ว หลักสูตรเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการจัดการศึกษา  ผลของการเปรียบเทียบหลักสูตร จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทราบว่า อะไรที่เขาอื่นทำแล้ว และอะไรที่ยังไม่ได้  อะไรคือสิ่งที่จะนำมาพัฒนาหรือปรับปรุงได้ หรืออะไรที่ดีอยู่แล้วและควรคงไว้      แต่หากสร้างหลักสูตรแล้ว ไม่เคยเปรียบเทียบกับอะไร  หลักสูตรนั้นก็เป็นแต่เพียง “อัตตา” ก้อนหนึ่ง  ที่ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา หรือแสวงหาสิ่งใหม่ใด ๆ ได้           

_____________________________________          

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s