ปฏิรูปหลักสูตร=การปฏิรูปการเรียนรู้: สมการที่เป็นจริง ?

ปฏิรูปหลักสูตร=การปฏิรูปการเรียนรู้: สมการที่เป็นจริง ?

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ[*]

 

            ข้อเขียนใด ๆ ก็ตาม แม้ผู้เขียนจะได้บรรจงสรรถ้อยคำ และนำมาร้อยเรียงอย่างวิจิตรแล้ว  ก็ยังคงเป็นรอยหมึกที่แต่งแต้มบนกระดาษที่ไร้ค่าอยู่นั่นเอง จนกว่าจะได้มีผู้มาอ่านพบ แล้วคิดใคร่ครวญ  หรือลงมือปฏิบัติตามรอยอักขระนั้น กระดาษแผ่นเดียวกันนี้ จึงจะแสดงให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงอันประมาณมิได้  หลักสูตรอันเป็นรอยพิมพ์ความคิดของนักการศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกันนี้  จะมีคุณค่าขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อนำสิ่งที่เขียนเป็นเค้าโครงต่าง ๆ ไปปฏิบัติ  หรือทำให้ปรากฏขึ้นจริงในการจัดการศึกษา   

      ศาสตร์ด้านหลักสูตรกล่าวไว้ว่า หลักสูตรใด ๆ  ย่อมมีการปรับปรุง (improvement) หรือเปลี่ยนได้เป็นธรรมดา  แต่การเปลี่ยนแปลงนั้น  ต้องดำเนินไปตามหลักของเหตุผล (rational) เหตุปัจจัยที่สำคัญที่สุด  ที่ทำให้ต้องทบทวนหลักสูตร คือ ผู้เรียนอันเป็นผลของหลักสูตร  มิได้มีความรู้                หรือความสามารถ  เป็นไปตามเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ น่าสนใจที่ว่า การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย พุทธศักราช  ๒๕๕๖ ภายหลังจากการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้  ๕ ปี  กลับมิได้เป็นผลมาจากการศึกษาวิจัยหลักสูตรฉบับดังกล่าว   อย่างจริงจัง แต่เป็นเพียงความรู้สึกของนักคิดกลุ่มหนึ่ง ที่มีต่อการศึกษาเท่านั้น  กรณีนี้  เมื่อความรู้สึก   มาปรากฏอยู่เหนือเหตุผล  ครูและนักการศึกษาจะยอมรับได้หรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงในคราวนี้      เป็นผลมาจากการตัดสินใจที่ใช้วิจารณญาณ และปฏิรูปหลักสูตรบนฐานความรู้สึก จะก่อให้เกิดหลักสูตรใหม่  ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่ 

          การปฏิรูปหลักสูตรไม่น่าจะเป็นสิ่งเดียวกันกับการปฏิรูปการเรียนรู้  เพราะหากมีเป้าหมายที่การเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว  ควรมุ่งปฏิรูปกระบวนการนำหลักสูตรไปใช้ (curriculum implementation) หรือการปฏิรูปกระบวนการที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ตามหลักสูตรมากกว่า  เนื้อแท้ของการปฏิรูปหลักสูตร เท่าที่ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงแนวคิดตลอดมา  กลุ่มผู้เสนอแนวคิดการปฏิรูปเห็นว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  ๒๕๕๑  จัดเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนทุกระดับชั้นจำนวน ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้  ซึ่งนับว่ามากเกินไป  ก่อให้เกิดภาระอันหนักยิ่งทั้งต่อผู้เรียนและครอบครัว  ประเด็นนี้ จึงได้นำไปสู่แนวคิดการลดสาระการเรียนรู้ ด้วยการสร้างใหม่         และรวม  กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่สร้างใหม่ เช่น  การดำรงชีวิตและโลกของงาน (work life)  ในขณะที่กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่นำสาระการเรียนรู้เดิมมารวม เช่น   ภาษาและวัฒนธรรม (language and culture)   วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)   ทักษะสื่อและการสื่อสาร (media skill and communication)   สังคมและมนุษยศาสตร์ (society and humanity) และอาเซียน ภูมิภาคและโลก (ASEAN region and world)  แต่ไม่ว่าจะเป็นการรวมหรือการสร้างใหม่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า หลักการพื้นฐานก็ยังคงเดิม คือเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา ด้วยการรวมเนื้อหา (content) อันเป็นเรื่องของความรู้ (knowledge) เข้าไว้ด้วยกันทั้งสิ้น 

          หลักสูตรที่กล่าวถึงแต่เนื้อหาวิชาหรือความรู้  และไม่เสนอภาพกระบวนการการเรียนรู้ที่ชัดเจน กลายมาเป็นความลักลั่นและเป็นปัญหาของการศึกษาที่สำคัญของการศึกษาไทย  หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่า  ความรู้ก็คือข้อมูล  (data/information) หรือเป็นสิ่งสิ่งหนึ่งที่กำหนดให้ผู้เรียนเรียน  ดังนั้น ความรู้ไม่ว่าจะได้รับการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างไร ก็ยังเป็นหน้าที่ที่ผู้เรียนต้องนำความรู้หรือข้อมูลที่เรียนมาดำเนินการบางอย่าง  เช่น ท่องจำ  หรือนำไปใช้  เป็นต้น ซึ่งการที่ผู้เรียนนำมาข้อมูลหรือความรู้มาจัดกระทำบางอย่างนี้เอง คือกลไกหรือกระบวนการสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้  นักทฤษฎีหลักสูตรหรือผู้พัฒนาหลักสูตรจำเป็นจะต้องคำนึงถึงกระบวนการเรียนรู้ให้มาก  เพราะกระบวนการเรียนรู้ ที่นำไปสู่ความสามารถในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ การตัดสินใจและ     การแก้ปัญหา ล้วนแต่เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาคน  ทั้งนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า  กระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากหลักสูตรฉบับปฏิรูป และหลักสูตรยังคงให้ความสำคัญกับเนื้อหามากกว่ากระบวนการ 

           จากที่กล่าวมาข้างต้น   การปฏิรูปหลักสูตรของประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖  ในความเป็นจริงแล้วก็คือ การจัดกลุ่มเนื้อหาสาระความรู้ต่าง ๆ ที่จะให้เรียนใหม่เท่านั้น  หลักสูตรใหม่ที่จะสร้างขึ้น    ก็ยังคงไม่ชัดเจนว่า  ผู้สร้างหลักสูตรประสงค์ให้ผู้เรียนเรียนรู้  หรือเกิดพฤติกรรมใด  อะไรคือคุณลักษณะหรือพฤติกรรมอันเป็นเป้าหมายที่ต้องการให้ผู้เรียนไทยเกิดขึ้น  และที่สำคัญ  การปฏิรูปเนื้อหาดังที่กล่าวถึงนั้น ก็เป็นการดำเนินการเฉพาะส่วนที่เป็นแกน (core) เท่านั้น  มิได้กล่าวถึงประสบการณ์อื่น ๆ หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ของหลักสูตรที่จะจัดเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของผู้เรียนเป็นรายบุคคล  หรือสนองตอบต่อความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป 

          เนื้อหาหรือสาระการเรียนรู้มีความสำคัญ เพราะเป็นสื่อหรือเป็นเครื่องมือ  ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะบางอย่างที่พึงประสงค์  นักปรัชญาแต่โบราณใช้วิชาคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์  ไวยากรณ์  เพื่อพัฒนาทักษะการให้เหตุผล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเสริมศักยภาพของปัญญาของบุคคลให้สูงส่งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้วิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูล อันจะนำไปสู่การค้นพบหลักการ  กฎ  หรือทฤษฎีที่จะอธิบายความเป็นจริงของธรรมชาติ จะเห็นได้ว่า  การจัดการศึกษาปัจจุบัน ล้วนอยู่บนหลักการของนักคิดทั้งสองกลุ่ม  คือ ผู้เรียนต้องเรียนทั้งวิชาสาขามนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และบางครั้ง ก็อาจรวมถึงวิชาสาขาสังคมศาสตร์ด้วย  แต่ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า เนื้อหาเป็นแต่เครื่องมือไปสู่การค้นพบทางปัญญา  หรือความจริงแท้บางอย่างของชีวิต  การหมกมุ่นหรือการให้ความสำคัญแต่เฉพาะเนื้อหาของหลักสูตร โดยมิได้คำนึงถึงกระบวนการศึกษาเรียนรู้เนื้อหา และเชื่อว่า เนื้อหาอย่างเดียวเท่านั้นที่นำไปสู่ความรู้ หรือทำให้เกิดการเรียนรู้ ล้วนแต่เป็นมายาภาพ อันแสดงให้เห็นการขาดความเข้าใจทฤษฎีหลักสูตร ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วควรที่จะถามถึงกระบวนการ  หรือวิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ความรู้ต่าง ๆ  จำนวนมากที่จัดไว้ให้ด้วย

          แนวคิดการปฏิรูปหลักสูตรของประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งที่จริงเป็นแต่เพียงการจัดแบ่งเนื้อหาสาระใหม่นั้น  คล้ายกับการดำเนินการปฏิรูปหลักสูตร  ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเกือบศตวรรษที่แล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา นักการศึกษาในขณะนั้น ต่างครุ่นคิด และพิจารณาว่า อะไรคือสิ่งที่เยาวชนอเมริกันควรเรียน  นำไปสู่การประชุมของนักวิชาการและการเสนอโครงสร้างของหลักสูตรในระยะเวลาต่อมา        ความเคลื่อนไหวที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อนักวิชาการ ๑๐ คน ได้ร่วมประชุมเพื่อจัดเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาควรเรียน  เมื่อปี ค.ศ.  ๑๘๙๑  ภายใต้ชื่อว่า  “The Committee of Ten” ซึ่งมี  Charles William Eliot จากมหาวิทยาลัย Harvard  เป็นประธาน  คณะนักวิชาการกลุ่มนี้ ได้นำเสนอแนวคิดว่า หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา ควรเน้นไปที่ความรู้จำนวน ๙ กลุ่มวิชา ประกอบด้วย ๑)  ภาษาลาติน       ๒)  ภาษากรีก  ๓)  ภาษาอังกฤษ  ๔)  ภาษาปัจจุบันอื่น ๆ ๕)  คณิตศาสตร์  ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และเคมี  ๖)  ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (ชีววิทยา พฤกษศาสตร์  สัตวศาสตร์)  ๗)  ประวัติศาสตร์ พลเมืองรัฐและการปกครอง  และ  ๙)  ภูมิศาสตร์   ในแต่ละสาขา คณะนักวิชาการทั้ง ๑๐ จะเลือกอนุกรรมการประจำสาขาอีก ๑๐ คน รวมมีนักวิชาการทั้งสิ้น ๙๐ คน ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกเนื้อหา ขอบเขต    หัวข้อเรื่อง  ระดับชั้นหรืออายุที่ผู้เรียนควรเริ่มเรียนในสาขาของตน รวมถึงเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอน และการวัดประเมินผลของแต่ละสาขาไว้ด้วย  ตลอดช่วงระยะเวลาการเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จะมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า แต่ละสาขาวิชานั้น  จะเริ่มเรียนในช่วงอายุหรือระดับชั้นใด ใช้เวลาเรียนกี่ปีและจุดเน้นของสาระการเรียนรู้คืออะไร การจัดแบ่งเนื้อหาดังกล่าวมุ่งเน้นการพิจารณาเนื้อหาสาระความรู้เป็นสำคัญ  จึงไม่ต่างจากการปฏิรูปหลักสูตรของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ 

          ช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๙ (ค.ศ. ๑๙๑๘) เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเป้าหมายของการจัดการศึกษาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรมัธยมศึกษา  ซึ่งสนับสนุนโดยสมาคมการศึกษาแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา  (National Education Association of the United States) ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายของการศึกษาระดับมัธยมศึกษา  จากเดิมซึ่งเป็นด้านวิชาการ มาเป็นคุณลักษณะ    ๗ ประการ ซึ่งเรียกกันต่อมาว่า  seven cardinal principles of secondary education ประกอบด้วย มีสุขภาพดี  มีกระบวนการพื้นฐานด้านการอ่านเขียนและคิดคำนวณ  เป็นสมาชิกที่ดี     ของบ้าน  มีทักษะอาชีพ  เป็นพลเมืองของรัฐ  มีสุนทรียภาพ และมีจริยธรรม  โดยเป้าหมายต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เรียนจะได้รับการฝึกฝนและพัฒนาผ่านเนื้อหาสาระในรายวิชาต่าง ๆ การปรับเปลี่ยนเป้าหมายดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียน ซึ่งจะเห็นได้ว่า มิได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะเป้าหมายในแต่ละสาขาวิชาเท่านั้น นักการศึกษาได้ริเริ่มนำเป้าหมายของความเป็นมนุษย์ ที่ควรได้รับการพัฒนารอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ และสังคม มาเป็นเป้าหมายสำคัญของหลักสูตร  ส่วนเรื่องเนื้อหาวิชานั้น  กลับมีความสำคัญเป็นอันดับรองลงไป 

          กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา  หลักสูตรที่เน้นเนื้อหาได้เป็นต้นแบบที่ทรงอิทธิพลยิ่งของการพัฒนาหลักสูตรประเทศไทย แต่สหรัฐอเมริกานั้น กลับมิได้หยุดแค่ความรู้ในเชิงเนื้อหา  เพราะได้นำแนวคิด      การจัดการศึกษาอิงมาตรฐาน (standard-based education) ซึ่งเน้นไปที่พฤติกรรมหรือการปฏิบัติที่ผู้เรียนจะต้องสามารถแสดงออกมาได้เมื่อสำเร็จการศึกษาในแต่ละระดับชั้นมาใช้  เมื่อเน้นที่พฤติกรรมหรือสิ่งที่ผู้เรียนควรปฏิบัติได้  จุดเน้นจึงอยู่ที่การเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะทางปัญญา และทักษะทางกาย  ซึ่งการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ก็จะต้องมาจากการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ อย่างในลักษณะการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม (whole child) ประกอบด้วย  ดังนั้น หลักสูตรของโรงเรียนจะดับประถมศึกษา  และมัธยมศึกษาในสหรัฐอเมริกา จึงมีลักษณะเป็นหลักสูตรบูรณาการ (integrated curriculum) เน้นการพัฒนาทักษะทางปัญญา ทั้งทักษะการแก้ปัญหา  ทักษะการคิดไตร่ตรอง และทักษะทางกายโดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาสุขภาพอนามัย  โครงสร้างของหลักสูตรประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ส่วนด้วยกัน คือ  ส่วนที่เป็นแกน (core) ส่วนที่เป็นการศึกษาต่อเนื่องหรือเสริมศักยภาพ (continuous) และส่วนที่พัฒนาความหลากหลาย (variable)    หรือตอบสนองต่อศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งในสองส่วนหลังจะไม่มีการตัดสินผลการเรียน (nongraded) เพื่อลดความกดดัน  หรือการแข่งขันต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนของผู้เรียนอย่างแท้จริง  ภาพรวมของหลักสูตรการศึกษาของต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาจึงมีความก้าวหน้าไปมากว่าประเทศไทยไปกว่า ๑๐๐ ปี  เพราะมีโครงสร้างของวิชาหรือกิจกรรมต่าง ๆ       ที่เรียนโดยไม่ต้องนำมาตัดสินผลการเรียน มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในรายวิชาเฉพาะตรงกับ   ความต้องการหรือความถนัด รวมถึงมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งมีศักยภาพแตกต่างกันไป ตรงกันข้ามกับประเทศไทย           ที่ผู้พัฒนาหลักสูตรยังคงให้ความสำคัญกับส่วนที่เป็นแกน ผู้เรียนไทยยังคงต้องเรียนเหมือนกัน ไม่มีสิทธิเลือกตามที่สิ่งตนเองถนัด สนใจ หรือความพร้อมของครอบครัว  ชุมชนและสังคม ขาดโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  เห็นได้จากการที่หลักสูตรฉบับปฏิรูปไม่ได้พูดถึงโครงสร้างส่วนอื่น ๆ อันจะเป็นการพัฒนาต่อยอดจากแกนกลาง  รวมทั้งมิได้กล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน       อันควรจะเป็นจุดเน้นของหลักสูตร ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

          การศึกษาที่งอกงามคือการศึกษาที่ผู้เรียนมีทางเลือก  ผู้ปฏิรูปหลักสูตรจึงควรที่จะพัฒนาหลักสูตรที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทางเลือกต่าง ๆ ได้ หลักสูตรของโรงเรียนมัธยมศึกษาในหลายประเทศ      มีลักษณะเป็นหลักสูตรทางเลือก ทำให้โรงเรียน ชุมชน และผู้เรียน สามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน ใช้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นฐานของการพัฒนาศักยภาพขั้นพื้นฐานของผู้เรียนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเกิดขึ้นของหลักสูตรทางเลือกต่าง ๆ จำนวนมาก ที่พ้นไปจากสภาพบังคับของแกนกลางที่รัฐกำหนด ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรโรงเรียนอิสระ (free school)  สถาบันการศึกษาข้างถนน (street academies) โรงเรียนเสริมสร้างศักยภาพเฉพาะทาง  (magnet school)  หรือโรงเรียนหน้าร้านค้า (storefront school)      ซึ่งหลักสูตรอย่างหลังนี้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปทำงานจริง ในสถานประกอบการ  ต่าง ๆ ในชุมชนในภาคเช้า และในภาคบ่ายกลับเข้ามาเรียนหรือสัมมนาในชั้นเรียน เรื่องความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานและทักษะชีวิตต่าง ๆ  ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการทำงานจริง ทั้งยังสามารถที่จะพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ของตนตามไปด้วย  คำว่าหลักสูตรหรือการปฏิรูปหลักสูตร จึงมิได้มีขอบเขตอันจำกัดอยู่เพียงการปฏิรูปเนื้อหาหรือการลดรายวิชาบังคับ  แต่หมายถึงการปฏิรูปรูปแบบการให้การศึกษา รูปแบบการให้ความรู้  และรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งหมดรวมกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่า เป็นการปฏิรูปหลักสูตรที่แท้  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอาศัยฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน หาได้เป็นหน้าที่ของคณะใดคณะหนึ่ง  ดังที่เคยเกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นเช่นในขณะนี้ไม่ 

          หลักสูตรคือชุดของประสบการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนบรรลุศักยภาพการเรียนรู้อันเป็นเป้าหมาย  กระแสเรียกร้องของการปฏิรูป จึงน่าจะมีขอบเขตมากกว่าการเรียบเรียงเนื้อหาบนหน้ากระดาษใหม่ กล่าวคือ ควรมุ่งเน้นที่การแสวงหาปรัชญาหรือความเชื่อพื้นฐาน ตลอดจนคุณลักษณะอันเป็นเป้าหมายว่า แท้ที่จริงแล้ว สังคมไทยต้องการเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถหรือศักยภาพในด้านใด เพื่อที่ให้การจัดเนื้อหาและประสบการณ์ต่าง ๆ สอดคล้องกับเป้าหมาย และสามารถสร้างทางเลือกให้เกิดความหลากหลาย ตอบสนองต่อผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างแท้จริง 

          เมื่อการปฏิรูปหลักสูตรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน  ผู้เรียนแต่ละคนก็ย่อมสามารถที่จะมี“หลักสูตร” สำหรับตนเองโดยเฉพาะ  ซึ่งมีลักษณะเป็นหลักสูตรที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจ โดยไม่ถูกปัจจัยอื่น ๆ ทั้งเรื่องสังคมหรือตลาดแรงงานมาบีบบังคับ  ทั้งนี้ ก็เพื่อกลับมาสู่หลักการพื้นฐานที่ว่า  การออกแบบหลักสูตรควรที่จะดำเนินการจัดการให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคนให้มากที่สุด อุปมาดั่งการตัดเสื้อ ที่ผู้ตัดต้องออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้พอดีสำหรับผู้สวมใส่โดยเฉพาะ    ซึ่งนอกจากจะต้องมีความพอดี เหมาะเจาะกับร่างกายแล้ว ยังต้องมีความงาม และขับเน้นให้ผู้สวมใส่  แลดูสดใสโดดเด่น  หลักสูตรก็มีอุปมาเช่นว่า คือนอกจากจะตอบสนองต่อความต้องการเป็นรายบุคคลแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงศักยภาพเฉพาะของตนให้โดดเด่นออกมาอย่างเต็มที่ หลักสูตรไม่ควรมีอิทธิพลบังคับ  ให้ผู้เรียนทุกคนตอบสนองต่อหลักสูตรในรูปแบบเดียวกัน ตรงกันข้าม หลักสูตรจะต้องสร้างโอกาสและทางเลือกให้ผู้เรียนแต่ละคน ตอบสนองต่อหลักสูตรในรูปแบบและวิถีทางของตนเองให้มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้เช่นนี้ สมการที่ว่า การปฏิรูปหลักสูตรคือการปฏิรูปการเรียนรู้ ก็อาจเป็นจริงขึ้นมาได้โดยปราศจากข้อโต้แย้ง 

 

__________________________________

 

 

         


[*] อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

  คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisements

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

2 ตอบกลับที่ ปฏิรูปหลักสูตร=การปฏิรูปการเรียนรู้: สมการที่เป็นจริง ?

  1. NATTAYA LATOONTHEERAKOOL พูดว่า:

    เห็นด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s