ภาวะผู้นำ: การพัฒนาในชั้นเรียนภาษาไทย

ภาวะผู้นำ: การพัฒนาในชั้นเรียนภาษาไทย

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

             ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กระผมเคยศึกษาอยู่นั้น  มีภาควิชาใหม่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คือ ภาควิชานโยบาย  การจัดการและภาวะผู้นำทางการศึกษา กระผมเองเมื่อครั้งเป็นนิสิต ก็สังกัดอยู่ในภาควิชานี้     แต่ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับคำว่าภาวะผู้นำนัก แม้เมื่อผ่านการศึกษาในระดับปริญญามหาบัณฑิตแล้วก็ตาม ความรู้ความคิดขณะนั้นคือ คำว่าผู้นำก็คงจะหมายถึง คนที่สามารถนำ  คนอื่น ๆ ให้ตามได้กระมัง เพียงคิดเช่นนี้ นานวันความคิดก็เลือนหาย  คล้ายกับคลื่นที่ซาดซัดกระทบฝากฝั่ง  ที่สุดแล้วก็ไม่ได้หยิบยกมาคิดอะไรต่อ เพราะไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไร กระทั่งเกิดสำนึกบางอย่าง กระตุ้นให้กลับมาสนใจคำนี้อีก แต่ก็เป็นเวลาที่ ตนเองกำลังศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิตเสียแล้ว

 

             กระผมได้มีโอกาสศึกษาในรายวิชาสัมมนาระดับดุษฎีบัณฑิต ครั้งหนึ่งอาจารย์ผู้สอน ได้เริ่มสังเกตเห็นถึงสิ่งสิ่งหนึ่ง ที่ขาดหายไปจากชั้นเรียนปริญญาเอก ท่านเริ่มตั้งคำถามกับบรรดานิสิต  ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกระผมรวมอยู่ด้วยว่า  “ถ้าเธอจะเป็นผู้นำทางหลักสูตรและการสอน สิ่งที่เธอจะต้องมีคืออะไร” เพื่อนนิสิตบางคนก็ว่า ความรู้ คือ  ต้องมีความรู้เรื่องนี้เสียก่อนจึงเป็นผู้นำได้ บางคนก็ว่า ต้องเป็นผู้ที่ทำให้คนอื่นเกิดความเชื่อถือในสิ่งที่เราเสนอ แต่ทั้งหมดนั้น มาจบลงที่คำเฉลยของอาจารย์ที่ว่า “ผู้เป็นผู้นำนั้น  คือผู้ที่มองเห็นว่าสิ่งที่อยู่ ที่เป็น ที่กำลังทำอยู่ หรือจะทำต่อไปนั้น   มีปัญหา และกล้าที่จะหยิบยกปัญหานั้นขึ้นมาพูดถึง ตั้งประเด็นวิพากษ์ เพื่อสร้างมุมมองอย่างหลากหลาย และที่สำคัญ เมื่อได้มุมมองแล้ว ก็ต้องกล้าที่จะลงมือปฏิบัติให้เกิดผลจริงด้วย คำว่าเป็นผู้นำจึงมิใช่ผู้นำทางความคิดอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้นำการปฏิบัติด้วย นี่จึงจะเรียกว่าผู้นำแท้”  อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อาจารย์กล่าวเช่นนี้

 

คำตอบดังกล่าวข้างต้น มาจากที่อาจารย์สังเกตเห็นว่า ชั้นเรียนของเราขาดการตั้งประเด็นถกเถียง ชั้นเรียนของเรา เต็มไปด้วยนิสิตปริญญาเอก  ที่สามารถแสวงหาข้อมูลความรู้ ทั้งในและต่างประเทศได้จำนวนมาก แต่เมื่อนำความรู้นั้นมาสู่ชั้นเรียน ภาพที่เกิดขึ้น แทนที่จะเป็นการตั้งประเด็นคำถามจากข้อมูล ก็กลายเป็นการรายงานข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ เสียงแห่งการถกเถียง ถูกกลบด้วยเสียงที่บอกว่า นักวิชาการคนนั้นว่าอย่างนั้น นักวิชาการคนนี้ว่าอย่างนี้ แต่ไม่มีเสียงจำพวกที่ว่า แล้วตัวนิสิตเองมีความเห็นต่อประเด็นนี้ว่าอย่างไร เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร นี่คือเสียงที่ขาดหายไปจากชั้นเรียนของบัณฑิต ซึ่งอาจารย์เห็นว่า เมื่อไหร่ที่เสียงจำพวกหลังหายไป ก็ไม่อาจเรียกชั้นเรียนของเราว่า เป็นชั้นเรียนของผู้เป็นบัณฑิตได้  กระผมเองขอนำหลักการข้อนี้มาขยายต่อ  เพื่อวิพากษ์  ชั้นเรียนของทุกระดับการศึกษาด้วยว่า ถ้าเสียงของความเป็นผู้นำ ผู้กล้าตั้งประเด็นแบบนี้หายไป เหมือนเช่นที่เป็นในชั้นเรียนดังที่กระผมเล่าแล้ว นั่นก็เป็นสัญญาณว่า การศึกษาที่ทุกท่านมีส่วนช่วยรับผิดชอบ ก็ดูแต่จะเป็นเพียงชั้นเรียนแห่งความรู้ ไม่ใช่ชั้นเรียนแห่งความคิด เพราะไม่มีใครกล้าที่จะคิดใหม่ หรือทำอะไรที่ใหม่ ๆ เลย  ผลที่สุดก็ไม่อาจที่จะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้แก่สังคมไทยได้

 

กระผมขอแสดงตัวอย่างของการวิพากษ์ความคิดเกี่ยวกับการสร้างผู้นำ เพื่อเป็นแนวทางให้สมาชิกทุกท่าน นำไปใช้ในการวิพากษ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง หรือสอนให้นักเรียนของท่านวิพากษ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุและผล ซึ่งก็น่าที่จะสร้างพื้นฐานของความเป็นผู้นำ  ต่อไปได้  ประเด็นที่กระผมสนใจจะวิพากษ์ ก็คือ ประเด็นแนวทางการพัฒนาความเป็นผู้นำ ซึ่งจากการค้นคว้าเบื้องต้น กระผมสนใจแนวคิดของนักวิชาการ คือ  Kouzes และ  Posner (2011)  นักวิชาการทั้งสองท่าน  ได้พัฒนาแนวทางการสร้างภาวะผู้นำขึ้น แล้วขยายเป็นผลผลิตต่าง ๆ เช่น หนังสือ และกิจกรรมการฝึกอบรมเพื่อสร้างภาวะผู้นำ สำหรับแนวคิดหลักที่ใช้ในการพัฒนานักเรียนให้มีภาวะผู้นำนั้น ทั้งสองคนได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า เรื่องความเป็นผู้นำนี้ มิได้เกี่ยวข้องกับการทำให้คนหนึ่งมีตำแหน่งสูงกว่าอีกคนหนึ่ง หรือมิใช่เรื่องของการวางลำดับการบังคับบัญชา แต่เป็นเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ  และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เพื่อให้เกิดการร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติจากหลาย ๆ ฝ่าย ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ จึงมีหลักการเบื้องต้นว่า  นักเรียนควรที่ได้รับโอกาสให้เผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายความคิดและการตัดสินใจ  ซึ่งในสถานการณ์นั้น ต้องการบุคคลที่จะสามารถเป็นตัวอย่างในการจัดการปัญหา  มองเห็นความเสี่ยง  หรือผลที่จะเกิดขึ้นอนาคต  สามารถที่จะสร้างทีมงาน และกระตุ้นให้ผู้ร่วมทีมดำเนินการแผนงานหรือสิ่งที่วางไว้ จนเกิดผลสำเร็จได้  จากหลักการดังกล่าว นำไปสู่แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ 5 ประการ ประกอบด้วย

 

1. ส่งเสริมให้นักเรียนแสดงแบบอย่างในการปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ  (model the way)  สามัญลักษณ์อย่างหนึ่งของผู้นำ คือ มีบุคลิกภาพอันเป็นแบบอย่าง ที่แสดงให้เห็นความน่าเชื่อถือ หรือแสดงให้ผู้อื่นเกิดความไว้เนื่อเชื่อใจในความคิด หรือสิ่งที่เขาจะปฏิบัติ  ซึ่งเมื่อนำแนวทางนี้มาใช้ในชั้นเรียน  นักเรียนควรที่จะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดของตนเองต่อสาธารณะ ครูควรใช้คำถามประเภทที่ว่า  “ถ้านักเรียนเผชิญปัญหา หรือต้องปฏิบัติเรื่อง….แล้ว  นักเรียนจะมีแนวทางอย่างไร”  ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย  เช่น “ถ้านักเรียนจะต้องเขียนสรุปความวรรณคดีที่อ่าน  นักเรียนจะมีวิธีการอย่างไร” แล้วเรียกให้นักเรียนตอบ  ครูควรใช้คำถามประเภทนี้ เพื่อให้นักเรียนแสดงตัวอย่างวิธีการลงมือทำ หรือปฏิบัติต่องานหรือปัญหา เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เพื่อนคนอื่น ๆ ซึ่งก็จะช่วยให้เพื่อนรับรู้และยอมรับความสามารถของนักเรียนผู้นั้นได้

 

2. สร้างเสริมนักเรียนให้มีความสามารถที่จะดลใจให้ผู้อื่นเห็นภาพอนาคตตามที่วาดไว้ (inspire  a shared vision) ผู้เป็นผู้นำจะต้องมองเห็นภาพอันเป็นผลสำเร็จที่ชัดเจน และสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นนั้นมองเห็นภาพตามที่ตนคิดไว้ด้วย  ความกล้าคิดและกล้าที่จะฝันนี้เอง ส่งผลให้เกิดความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจ ซึ่งผู้นำจะต้องสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นไปสู่สมาชิกคนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดแรงดลใจตามไปด้วย  เมื่อนำแนวทางนี้มาใช้ในการเรียนการสอน ครูควรใช้คำถามหลัก คือ  “อะไรคือภาพแห่งความสำเร็จที่นักเรียนมองเห็นจากประเด็นนี้  และนักเรียนจะไปสู่ภาพนั้นได้อย่างไร” จากคำถามนี้นักเรียนก็ควรที่จะได้มีโอกาสทำกิจกรรมกลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน เกี่ยวกับความนึกคิดหรือภาพฝันต่อประเด็นปัญหาต่าง ๆ  ที่อยู่รอบตัว  ตัวอย่างกิจกรรมเช่น  ครูอาจให้นักเรียนเข้ากลุ่ม แล้วให้แต่ละกลุ่มคิดถึงภาพชุมชนหรือท้องถิ่นของตนในอีก 10, 50, หรือ 100  ปีข้างหน้า  ว่ามีอะไรที่ต้องเร่งแก้ปัญหา และเสนอแนวทางแก้ปัญหา  เป็นข้อ ๆ จากนั้น ช่วยกันเขียนเป็นแนวนโยบายของกลุ่ม ออกมาพูดหน้าชั้นเรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและครู  จากนั้นแต่ละคนเขียนเป็นความเรียงในประเด็นดังกล่าว  เป็นต้น

 

 

 

                   3. กระตุ้นให้นักเรียนกล้าที่จะท้าทายต่อกระบวนการต่าง ๆ ที่ตนเองประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน (challenge the process)  นักเรียนที่เป็นผู้นำ จะต้องเป็นผู้ที่หาญกล้า ที่จะท้าทายสิ่งเก่าที่ตนเองเห็นว่าเป็นปัญหา  ด้วยการพยายามลองถูกลองผิด  และคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ท้อถอย  ครูจะต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถามว่า  “สิ่งที่นักเรียนเป็น ทำ  เชื่อ หรือดำรงอยู่นี้ ถูกต้อง หรือมีประสิทธิภาพดีที่สุดแล้วจริงหรือไม่ แล้วถ้ายังไม่ดี จะทำอย่างไรได้บ้าง”  คำถามประเภทนี้ สามารถนำมาใช้  ฝึกคิดในการเรียนเนื้อหาต่าง ๆ  แล้วให้ผู้เรียนฝึกทักษะภาษาไทยควบคู่กันไปด้วย เช่น  ครูอาจให้นักเรียนพิจารณาประโยคหรือข้อความจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ แล้วลองให้นักเรียนคิดว่า ข้อความนี้ ใช้ภาษาถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของการสื่อสารหรือไม่ สื่อความได้ชัดเจนแล้วหรือไม่  อย่างไร จากนั้นจึงให้ผู้เรียนแต่ละคนแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไข หรือ ครูอาจให้นักเรียนพิจารณาว่า เวลาที่นักเรียนจะอ่านวรรณกรรมสักเรื่องนั้น นักเรียนมีวิธีปฏิบัติอย่างไร และนักเรียนคิดว่า สิ่งที่นักเรียนดำเนินอยู่เป็นปกตินั้น  ก่อให้เกิดประโยชน์ในการอ่านวรรณกรรมอย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ เป็นต้น  จะเห็นได้ว่า นักเรียนจะได้รับประสบการณ์  ที่ท้าทายความคิดเดิมของตนเองอยู่ตลอดเวลา และในที่สุด พวกเขาก็จะแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ และต้องการที่จะแบ่งปันแนวทางนั้นไปสู่ผู้อื่นด้วย

 

                 4.  พัฒนาให้นักเรียนสามารถที่จะแสวงหาความร่วมมือและโน้มนำให้ผู้อื่นลงมือปฏิบัติได้ (enable others to act)  การสักแต่คิด โดยไม่ลงมือปฏิบัติอะไรเลยนั้น ไม่เป็นประโยชน์ นอกจากจะเปล่าเปลืองเวลาในการคิดแล้ว ยังจะทำให้ถูกดูแคลนได้ว่า เป็นพวกดีแต่ปาก แต่มือไม้ทำอะไรไม่เป็น ดังนั้น ผู้นำจึงต้องสามารถที่จะกระตุ้นให้ผู้อื่น มองเห็นภาพที่ตนเองวาด และยินดีที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพความคิดนั้น ให้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้  จากแนวคิดนี้ กิจกรรมกลุ่มยังเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนานักเรียน  ภายใต้การใช้คำถาม ที่นักเรียนควรถามตนเองอย่างสม่ำเสมอว่า  “จะทำให้เพื่อนหรือคนอื่น ๆ ยอมรับและปฏิบัติในสิ่งที่กำหนดไว้ได้อย่างไร”  ตัวอย่างการนำแนวทางข้อนี้มาใช้เช่น  ครูอาจมอบหมายให้นักเรียนทำโครงการภาษาไทย แล้วในช่วงระหว่างการทำโครงงาน ครูอาจให้นักเรียนที่เป็นสมาชิกแต่ละคน เขียนถึงสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้ และแนวทางที่จะทำให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่ม ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน  หรือช่วยกันแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จากนั้นนำมาแลกเปลี่ยนกันอ่านหรือพูดสนทนาภายในกลุ่ม  สิ่งนี้จะทำให้นักเรียนยอมรับกันและกัน เพราะเห็นว่าสมาชิกแต่ละคน ต่างก็ต้องการกำลังจากทุก  ภาคส่วน เพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จไปได้

 

5.  ให้นักเรียนรู้จักที่จะส่งเสริมความรู้สึกหรือจิตใจของสมาชิกในกลุ่มมิให้ย่อท้อหรือยอมแพ้ต่ออุปสรรค (encourage the heart) ผู้นำย่อมทราบว่า ขณะนี้ การทำงานของกลุ่มขับเคลื่อนไปได้มากน้อยเพียงใด และที่สำคัญ จะต้องรับรู้ว่า ขณะนี้ ผู้ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนั้น อยู่ในภาวะอารมณ์หรือความรู้สึกได้บ้าง ซึ่งก็เป็นไปได้ ที่อาจจะมีผู้เบื่อ ท้อถอย หรือต้องการที่จะให้งานนั้นเสร็จไปโดยเร็ว โดยมิได้คำนึงถึงคุณภาพ  คำถามสำคัญคือ ผู้นำจะต้องรู้ว่า “หากกลุ่มหรือเพื่อนร่วมงานเกิดความท้อถอย จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยให้เขากลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง”  การรู้จักที่จะส่งเสริมผู้อื่น ด้วยถ้อยคำที่ทำให้เกิดความเข้มแข็ง แรงบันดาลใจ หรือเห็นถึงความสำเร็จที่รอก่อตัวอยู่ข้างหน้าว่าจะสร้างประโยชน์ต่อกลุ่มอย่างไรนั้น  จึงเป็นสิ่งที่ผู้นำควรที่จะเรียนรู้  หากนักเรียนไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไร หรือจะทำอย่างไรกับสมาชิกคนอื่น ๆ ครูก็จำเป็นที่จะต้องสอน อาจจะใช้วิธีการให้ตัวอย่าง หรือให้นักเรียนได้อ่านถ้อยคำ ข้อความหรือตัวอย่างสถานการณ์ในการที่จะให้กำลังใจ หรือการปฏิบัติต่อผู้ที่ท้อแท้ เพื่อให้นักเรียนมีแนวทางของตนเอง ที่จะนำไปใช้กับเพื่อนสมาชิก เป็นต้น  สำหรับแนวทางนี้ จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญกับผู้นำในฐานะศูนย์รวมขวัญและกำลังใจ ซึ่งจะยึดเหนี่ยวให้สมาชิกทุกคนจับไว้ และค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง

 

                    แนวทางทั้ง 5 ประการของ  Kouzes และ  Posner (2011)  เป็นแนวทางที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาภาวะผู้นำในการเรียนหรือการศึกษาแทบทุกประเภท  จะทำอย่างไรให้นักเรียนของเราสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา  กล้าที่วาดอนาคต  ท้าทายระบบ  ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย และยึดเหนี่ยวจิตใจคน นี่คือโจทย์สำคัญสำหรับครูที่ประสงค์จะพัฒนาความเป็นผู้นำ และที่สำคัญที่สุด ครูในฐานะผู้พัฒนานักเรียน สามารถปฏิบัติแนวทางทั้ง 5 ประการได้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เพราะความเป็นผู้นำจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อครูเอง ที่จะต้องเป็นผู้นำเสียก่อน  แล้วจึงส่งเสริมให้นักเรียนปฏิบัติต่อไปได้

________________________________________

 

 

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s