การสอนอ่านเชิงปฏิสัมพันธ์

การสอนอ่านเชิงปฏิสัมพันธ์

เฉลิมลาภ ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            การสร้างบรรยากาศการอ่านเชิงปฏิสัมพันธ์ (interactive reading) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ครูภาษาไทยมักจะมิได้คำนึงถึงความสำคัญของปัจจัยดังกล่าว

             การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านโดยส่วนมากที่ครูภาษาไทยคุ้นชิน จะมีลักษณะเป็น   การอ่านเอาเรื่อง หรือการอ่านสรุปความ คือ ให้นักเรียนจับใจความสำคัญให้ได้ว่า ใคร      ทำอะไร  ที่ไหน อย่างไร และครูส่วนใหญ่ก็จะสอนตัวบทวรรณคดีและวรรณกรรมทุกเรื่องในลักษณะนี้แทบทั้งหมด  จึงทำให้การอ่านมีลักษณะเหมือนกัน คือมีมิติเดียว นั่นก็คือ มิติของ    การอ่านสรุปสาระสำคัญ  ซึ่งที่จริงแล้ว มิติการอ่านดังกล่าวเป็นแต่เพียงพื้นฐานและเป็นข้อบังคับว่าการอ่านทุกประเภท นักเรียนจะต้องจับประเด็นสำคัญของเรื่องได้ แต่มิติการอ่านดังกล่าว    ย่อมยังไม่เพียงพอ นักเรียนจำเป็นจะต้องฝึกหัดการ “คิดต่อ” และ “คิดใคร่ครวญ” ในสิ่งที่ได้อ่านนั้นเพิ่มขึ้นเป็นอีกมิติหนึ่งด้วย

              การเพิ่มมิติการอ่านดังกล่าวข้างต้น  ครูผู้สอนจึงต้องมีหน้าที่ทำให้สิ่งที่ผู้เรียนอ่านกลายเป็นตัวบทหรือหนังสือที่ดีขึ้นมา (แม้ว่าในความจริงอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ได้) คำว่าหนังสือที่ดีนั้น นักวิชาการ คือ Purves และ Monson (1984: 65) กล่าวไว้สรุปได้ว่า    เป็นหนังสือที่ผู้อ่านเมื่ออ่านจบแล้ว กลับเกิดแรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะอ่านซ้ำ การอ่านซ้ำ         คือ การที่ผู้อ่านยังคงติดใจ เกิดปัญหา หรืออยากจะคลายความสงสัยบางประการ ที่เกิดขึ้นจาก   การได้ปะทะกับแนวความคิด มุมมอง ประเด็น หรือข้อมูลบางอย่างที่ผู้เขียนนำเสนอหรือ   ซ่อนแฝงไว้ อันทำให้เมื่ออ่านจบแล้ว ยังไม่สามารถที่จะหยุดค้นหาหรือย้อนกลับไปอ่านได้      ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะคลายความสงสัย จากการที่จะย้อนกลับไปรวบรวมข้อมูลให้เพิ่มมากขึ้น หรือเพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างที่ติดอยู่ในใจของตน  ด้วยเหตุนี้ หนังสือที่ดี จึงควรเป็นหนังสือที่นักเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะย้อนกลับไปอ่าน เพื่อหาคำตอบครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าคำถามทุก ๆ คำถามที่ติดค้างอยู่ในใจจะได้รับคำตอบอย่างสมบูรณ์

               ครูภาษาไทยสามารถนำหลักการข้อนี้ ไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนการอ่านได้ กล่าวคือ  ครูจะต้องจัดเตรียมชุดปัญญาที่ท้าทายความคิดหรือความเชื่อ จากเรื่องที่จะให้นักเรียนอ่านไว้ก่อนล่วงหน้า ชุดคำถามนั้น จะต้องเป็นคนละชุดกับชุดคำถามเกี่ยวกับสาระสำคัญ  หรือรายละเอียดของเรื่อง        และจะต้องเป็นชุดคำถามที่นักเรียนสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมของตนเอง  มาเชื่อมโยงและตอบได้ ตัวอย่างเช่น คำถามเกี่ยวกับแนวคิดความเชื่อ อุดมการณ์หรือปรัชญาที่ผู้เขียนแฝงไว้ โดยอาจให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น  เพื่อเปรียบเทียบว่า แนวคิดและอุดมคติเหล่านั้น ยังคงใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้หรือไม่ หรือหากเป็นแนวคิด   เชิงอุดมคติจะยังให้เกิดประโยชน์อย่างไร เป็นต้น เพื่อจะยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น ขอให้ท่านสมาชิกอ่านบางส่วนของกวีนิพนธ์ “กระรอกขาว” ในหนังสือรวมกวีนิพนธ์เรื่อง “เพียงความเคลื่อนไหว” ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (2555: 23) ต่อไปนี้

“วิ่งหาใดหรือกระรอกน้อย                สำรวจร่องรอยหรือหลุมหล่ม

หรือเจ้าคือนักแสดงแรงนิยม                 ชื่นชมการวิ่งวนเป็นหนทาง

มันมิใช่ทางยาวบนยอดไม้               วงกลมนั้นมิใช่ทางยาวกว้าง

เส้นรอบวงก็มิใช่ทางสายกลาง                เจ้ากำลังหลงสร้างสิ่งใด

หาพบหรือยังกระรอกเอ๋ย                หนทางที่เจ้าเคยสร้างขึ้นได้

ทางยาวที่เจ้าสูญเสียไป                     ใครกันจับเจ้าใส่ไว้ในกรง”

คำถามที่ครูควรจัดเตรียมก่อนการสอนกวีนิพนธ์ข้างต้นแก่นนักเรียน เช่น

1.  กระรอกในที่นี้น่าจะหมายถึงอะไร ถ้าเป็นบุคคลคือใคร กลุ่มใด  ถ้าเป็นสิ่งอื่น ๆ เทียบได้กับอะไรบ้าง  หัดฝึกพิจารณาในมิติต่าง ๆ

2.  การที่กระรอกต้องวิ่งวนอยู่ในทางวงกลมนี้ มันรู้ตัวหรือไม่ ถ้ามันรู้ตัว เพราะเหตุใดมันจึงวิ่ง และถ้าไม่รู้ตัว เป็นเพราะเหตุใดมันถึงไม่รู้ตัว

3.  กระรอกน้อยเคยสร้างทางยาวของตนเองไว้แต่ตอนนี้กลับสูญเสียไปแล้ว ผู้เขียนกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร และต้องการจะสื่อความคิดอะไร

4.  คำว่า “ใคร” ที่จับกระจอกใส่ไว้ในทางกรง หมายถึงใคร และเหตุใดจึงเป็นผู้นั้น ปัจจุบันถ้าหากจะเทียบใครกับคนในสังคม จะหมายถึงใครได้บ้าง

5.  ถ้าเยาวชนทุกคนเป็นดั่งกระรอกน้อยดังที่ผู้เขียนกล่าวถึง นักเรียนคิดว่าเยาวชนอย่างเรายังคงติดอยู่กับปัญหาบางอย่างหรือไม่ อย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะพ้นจากสิ่งที่ติดอยู่นั้นได้

               หากท่านผู้อ่านได้ทดลองที่จะตอบคำถามข้างต้น เห็นได้ว่า ท่านจะต้องย้อนกลับไปอ่านกวีนิพนธ์ดังกล่าวซ้ำหลายต่อหลายครั้ง นี่ก็คือการจัดบรรยากาศเชิงปฏิสัมพันธ์ดังที่ได้อธิบายมา ท่านต้องใช้ประสบการณ์หลายอย่างของท่านในการตีความ และแสดงความคิดออกมา ซึ่งนี่ก็คือการทำให้ตัวบทหรือกวีนิพนธ์นี้ กลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะแม้แต่ท่านผู้อ่านเองก็ต้องย้อนกลับไปอ่านหลายต่อหลายครั้ง เพื่อตอบคำถามที่ค้างคาใจ และยังสงสัยอยู่  กล่าวโดยสรุปแล้ว การสอนอ่านที่ดี ก็คือการสร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นในการอ่าน และทำให้ผู้อ่านต้องการที่จะย้อนกลับไปอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไขความกระจ่างในปัญหา  และสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นในที่สุด จากที่กล่าวมานี้ คงจะสามารถทำให้ผู้อ่านทุกท่านคงจะพอเห็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการจัดบรรยากาศการอ่านเชิงปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนของท่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

___________________________________________

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s