Brunner กับหลักสูตรและการสอน

Brunner กับหลักสูตรและการสอน

เฉลิมลาภ ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          Jerome Bruner  (1915-) เป็นนักจิตวิทยากลุ่มพุทธิปัญญานิยมที่สำคัญคนหนึ่ง   ที่ทำให้เกิดกระแสการศึกเกี่ยวกับเรื่องมโนทัศน์และปัญญา กระทั่งเกิดเป็น “การปฏิวัติด้านปัญญา” (cognitive revolution) ในช่วงปี ค.ศ. 1960 หลังจากได้เขียนหนังสือเรื่อง  “The  process of  education” สาระสำคัญในหนังสือเล่มนี้ Bruner ได้เสนอมุมมองต่อผู้เรียนว่า  ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหาที่กระตือรือร้น (active problem-solvers)  และมีความพร้อมในการที่จะสำรวจเนื้อหาความรู้หรือวิชาที่มีความยากได้  หลักการจัดการศึกษาที่เขาเสนอไว้ในหนังสือสามารถสรุปได้ 4 ประเด็นสำคัญดังนี้  (Bruner, 1960: 11-16)

                   1.  บทบาทของโครงสร้างในการเรียนรู้   (the role of structure in learning) เขาเสนอว่าการสอนและการเรียนรู้ควรมุ่งเน้นในที่การทำให้ผู้เรียนเกิดเข้าใจโครงสร้าง (structure) ของสิ่งที่เรียน  มากกว่าการให้ผู้เรียนมีความรู้หรือข้อมูลที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยของวิชาต่างๆ  เพราะหากผู้เรียนไม่เข้าโครงสร้างในภาพรวมของสิ่งที่เรียน  ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาการถ่ายโยงการเรียนรู้  กล่าวคือ  บุคคลเมื่อเกิดการเรียนรู้เรื่องใดๆ ขึ้นบ้างแล้วในอดีต  การเรียนรู้ในครั้งต่อมาย่อมเกิดขึ้นโดยง่าย  ดังนั้นในการสอน ผู้สอนจะต้องให้ภาพรวมในลักษณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนได้ประสบมาแล้วและกำลังประสบอยู่ และทำให้เกิดความชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

                   2.  ความพร้อมในการเรียนรู้ของผู้เรียน (readiness for learning) เขากล่าวว่าโรงเรียนใช้เวลาไปอย่างสูญเปล่า เนื่องจากครูอาจจะหลีกเลี่ยงการสอนในเรื่องที่สำคัญเพราะคิดไปเองว่าเรื่องนั้นมีความยาก  ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เขามีสมมติฐานว่าทุกเนื้อหาสาระวิชาสามารถที่จะสอนอย่างประสิทธิภาพในรูปแบบที่ง่ายสำหรับผู้เรียนทุกคน และในทุกระดับขั้นของพัฒนาการ                                                              

                   3.  การคิดในลักษณะหยั่งรู้  (intuitive thinking)  ซึ่งเป็นวิธีการทางปัญญาในการที่จะให้ได้มาซึ่งวิธีการหรือแนวทางที่เป็นไปได้เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ โดยมิต้องใช้           การวิเคราะห์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการคิดเชิงประสิทธิผล  (productive thinking)  ดังจากที่เขาสังเกตว่าผู้เชี่ยวชาญ (experts) ในศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ สามารถหยั่งรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจและการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ครูและโรงเรียนจึงควรให้ความสำคัญกับการกำหนดสภาพหรือเงื่อนไขที่พัฒนาการหยั่งรู้   

                   4.  แรงจูงในในการเรียนรู้ (motive of learning)  Bruner กล่าวไว้สรุปได้ว่าความสนใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ  เพราะถือเป็นสิ่งเร้าที่ดีที่สุดที่ทำให้เกิดการเรียนรู้  ทั้งนี้แรงจูงใจมิใช่เป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก เช่น เกรดหรือประโยชน์ต่างๆ  

รายการอ้างอิง

Bruner, J. 1960. The process of education. Cambridge, MA: HarvardUniversity Press

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s