เทคนิคการสอนอ่านและเขียน

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิืทยาลัย

แนวคิดการสอนอ่าน

          การอ่านเป็นกระบวนการรับสาร  ที่ผู้อ่านจะต้องจัดการข้อมูลที่อ่านเข้าไปอย่างเป็นระบบ  และสร้างความหมาย  (making meaning)  ต่อสิ่งที่อ่าน การสร้างความหมายดังกล่าว คือการที่ผู้อ่านบอกได้ว่า เรื่องที่อ่านนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร (ความเข้าใจ)  มีประเด็นใดเป็นประเด็นหลัก หรือมีประเด็นใดเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อคิดเห็น  (การวิเคราะห์) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน ครูจึงควรเน้นกิจกรรมการอ่านที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบทอ่านให้ได้มากที่สุด  (active reading) ทั้งในช่วงก่อนการอ่าน ระหว่างการอ่านและหลังการอ่าน

เทคนิคการสอน

          1. ก่อนการอ่าน    ใช้เทคนิคการขยายความคิด (elaboration) ให้ผู้เรียนทบทวนประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะต้องอ่าน  เช่น  หากจะให้ผู้เรียนอ่านบทกวี “รักเมืองไทย”  ครูควรสนทนากับผู้เรียนเกี่ยวกับ  “เมืองไทยที่ฉันอยากให้เป็น” หรือ “ฉันรักเมืองไทยหรือไม่” จากนั้น เขียนคำตอบของผู้เรียนบนกระดาน แล้วสนทนาเพื่อให้นักเรียนทั้งชั้นร่วมแสดงความคิดเห็น

          2. ระหว่างการอ่าน  ใช้เทคนิคการตั้งคำถาม (questioning) เพื่อให้ผู้เรียนสังเกตคำ ข้อความหรือประเด็นที่น่าสนใจ  สำหรับคำถามเพื่อพัฒนาความเข้าใจในระดับสูง เช่น

                   1)  ถามความหมายหรือมโนทัศน์  (definition/concept)

                   2)  ถามวัตถุประสงค์  (purpose)

                   3)  ถามสรุป  (summarize)

                   4)  ถามอ้างอิง (inference) หรือถามเชื่อมโยง (connection)

          3. หลังการอ่าน  ใช้เทคนิค Graphic organizer  ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความคิดในประเด็นต่างๆ   จากการอ่านอย่างสร้างสรรค์ เพื่อจัดระบบความคิดในประเด็นต่างๆ ทีอ่่่านให้เป็นแผนภาพที่มีความหมายในรูปแบบที่ตนเองและผู้อื่นเข้่าใจ    โดยอาจจัดทำเป็นแผนภาพ  หรือแผนภูมิที่มีความหมายอย่างสร้างสรรค์

แนวคิดการสอนเขียน

          การเขียน คือ การเปลี่ยนความคิดให้เป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่สื่อความหมายได้ ดังนั้น ในการประกอบข้อความใดๆ ผู้เขียนจำเป็นจะต้องมีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับ 1) รูปแบบของสิ่งที่จะเขียนและวิธีการเขียน  2) สิ่งที่จะเขียน  3) วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเขียน  ความรู้ทั้ง 3 ประการถือว่ามีความสำคัญมากต่อการเขียน ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาผู้เรียนให้เขียนได้ต้องถือหลักการว่า

         1. ผู้เรียนจะต้องรู้เสียก่อนว่า สิ่งที่จะเขียนนั้นคืออะไร มีรูปแบบอย่างไร มีข้อบังคับหรือข้อกำหนดอย่างไรบ้าง

         2. ผู้เรียนที่จะต้องมีข้อมูลสำหรับที่จะใช้เขียนอย่างเพียงพอ และรู้ว่าหากข้อมูลไม่พอจะค้นคว้าได้จากแหล่งใด

         3. ผู้เรียนจะต้องรู้วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเขียนในขั้นตอนต่างๆ และรู้ว่าหากวิธีการที่ใช้อยู่ไม่มีประสิทธิภาพจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการใดแทน

เทคนิคการสอน

          1.  เรียนรู้รูปแบบงานเขียน    ใช้เทคนิคจิ๊กซอว์  ให้ผู้เรียนเพิจารณาองค์ประกอบของงานเขียนส่วนต่างๆ ที่แยกส่วนกัน แล้วจัดเรียงให้ถูกต้อง  เช่น  องค์ประกอบของจดหมาย  องค์ประกอบของเรียงความ องค์ประกอบของความเรียงเชิงบรรยาย  องค์ประกอบของนิทาน ฯลฯ

          2.  เรียนรู้ที่จะหาข้อมูลสำหรับเขียน  ใช้เทคนิคระดมสมองประกอบกับเทคนิคแผนภาพความคิด (mind map) ให้ผู้เรียนคิดถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเขียน  และสนทนากับผู้เรียนถึงแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

           3.  เรียนรู้การแก้ปัญหาการเขียน  ใช้เทคนิคการวางโครงเรื่อง (outline) เพื่อให้ผู้เรียนทราบประเด็นหัวข้อหลัก หัวข้อย่อยที่เรียงลดหลั่นลงมาเป็นลำดับ ป้องกันมิให้เขียนวกวนหรือสับสน

______________________

Advertisements