รูปแบบกระบวนการอ่าน (Model of Reading Process): แนวคิดและการสอน

 

 

รูปแบบกระบวนการอ่าน (Model of Reading Process):

แนวคิดและการสอน

เฉลิมลาภ ทองอาจ[*]

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

          เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนอ่านในระดับสากลคือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และการประยุกต์ข้อมูลความรู้ที่ได้รับ รวมถึงความสามารถในการอ่านนั้น ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้  ซึ่งก็หมายความว่า เมื่อสอนอ่านไปแล้ว นักเรียนก็ควรที่จะเกิดความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน และสามารถนำความเข้าใจที่เกิดขึ้นไปใช้ในชีวิตจริงได้ เป้าหมายนี้ แม้จะดูไม่ซับซ้อนก็จริงอยู่ แต่ในด้านปฏิบัติจริงนั้น เกิดขึ้นได้น้อยอย่างน่าใจหาย  ที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า ครูผู้สอนไม่เข้าใจคำว่า “การสร้างความหมาย” จากสิ่งที่อ่านคืออะไร ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ไม่รู้ว่าจะจัดการเรียนการสอนดังกล่าวอย่างไรและด้วยวิธีใด

          เมื่อพิจารณามิติของการสร้างความหมายจากสิ่งที่อ่าน ก็เกิดคำถามที่น่าคิดต่อไปว่า คำว่าความหมายในที่นี้  คือความหมายของอะไร และความหมายดังกล่าวมีแหล่งที่มาอย่างไร ถ้าบอกว่า ความหมายของสิ่งที่อ่าน ก็คือความหมายของแต่ละคำที่ปรากฏในเรื่องราวที่อ่านมาประสมกัน ประเด็นที่น่าคิดคือ ความหมายของคำนั้นมาจากไหนกัน  มาจากคำนั้นเอง หรือมาจากที่ความคิดของผู้อ่านคนนั้นที่เข้าไปผสมผสาน

          คำตอบก็คือ เป็นได้ทั้งสองกรณี เพื่ออธิบายประเด็นนี้  นักวิชาการด้านการอ่านได้เสนอรูปแบบกระบวนการอ่าน หรือกระบวนการสร้างความหมาย ขณะที่บุคคลกำลังอ่านสิ่งใด ๆ อยู่ก็ตามไว้             2 รูปแบบด้วยกัน  ที่สำคัญคือ แม้รูปแบบเหล่านี้จะอธิบายด้วยฐานแนวคิดที่ตรงข้ามกันอย่างชิ้นเชิง     แต่รูปแบบทั้งสองก็สามารถจะใช้แบบผสมผสานกัน  เพื่ออธิบายกระบวนการสร้างความหมายในสิ่งที่อ่านของบุคคลได้ รูปแบบทั้งสองประกอบด้วย รูปแบบกระบวนการอ่านจากล่างขึ้นบน  (Bottom-Up model)  และรูปแบบกระบวนการอ่านจากบนลงล่าง (Top-Down Model) ทั้งสองรูปแบบ ล้วนอธิบายที่มาของความหมายที่ผู้อ่านสร้างขึ้นไว้ต่างกัน จึงส่งผลให้การเรียนการสอนอ่านที่ยึดรูปแบบหนึ่งจะมีความแตกต่างจากอีกรูปแบบหนึ่ง

          รูปแบบกระบวนอ่านจากล่างขึ้นบน เป็นรูปแบบที่อธิบายการสร้างความหมายว่า ความหมายเกิดจากตัวของข้อความหรือถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในสิ่งที่อ่าน  ความหมายเป็นสิ่งที่ตายตัว คงที่  และมีอยู่แล้วในคำแต่ละคำ ซึ่งเกิดจากเสียงต่าง ๆ (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์) มาประสมกัน ดังนั้น สิ่งที่อยู่ “ล่าง” ก็คือเสียงและคำศัพท์ต่างๆ  ที่จะค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจ  ด้วยเหตุนี้ ความหมายจึงเกิดขึ้นจากเสียง  ที่ประกอบกันเป็น อักษร พยางค์ คำ ประโยค ย่อหน้า ตามลำดับ  การจัดการเรียนการสอนอ่านในระดับประถมศึกษา จะเน้นการใช้รูปแบบกระบวนการอ่านจากล่างขึ้นบนดังกล่าวค่อนข้างมาก สังเกตได้จากการที่ครูจะค่อย ๆ ประสมเสียงของพยัญชนะหรือสระที่คล้ายกันก่อน  แล้วให้นักเรียนจดจำความหมายของคำ แยกกันออกไปเป็นส่วนๆ จากนั้นจึงอ่านคำแต่ละคำที่นำมาเรียงเป็นประโยคหรือข้อความสั้น ๆ ให้นักเรียนได้ฝึกอ่านออกเสียง ในขณะเดียวกันก็จะให้นักเรียนเรียนรู้ความหมายต่าง ๆ  จากคำศัพท์เหล่านี้ไปด้วย  ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ แม้การเรียนการสอนอ่านระดับมัธยมศึกษา ซึ่งนักเรียนมีพัฒนาการด้านความคิดขึ้นมากแล้ว  ก็ยังคงปรากฏการเรียนการสอนอ่านจากล่างขึ้นบนด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ครูผู้สอนมุ่งเน้นการสอนความหมายของคำศัพท์ และการแปลความหมายของคำศัพท์เหล่านั้นให้ถูกต้อง  ตรงตามความหมายในพจนานุกรม รวมถึงการถอดความให้ถูกต้องสอดคล้องกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในตัวบท การเรียนการสอนการอ่านดังกล่าว สามารถเห็นตัวอย่างได้ทั่วไปในการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้วรรณคดีไทย ที่เน้นการแปลและถอดความเนื้อหาเรื่อง  เพราะเป็นการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนจดจำความหมายของคำศัพท์ยากต่าง ๆ นั่นเอง

           รูปแบบกระบวนการอ่านข้างต้น ให้ความสำคัญกับความหมายที่เกิดจากเสียง  และถือว่ามีอยู่แล้วในคำและประโยคที่อ่าน แต่มิได้ให้ความสำคัญกับผู้อ่านในฐานะผู้สร้างความหมายขึ้นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดรูปแบบกระบวนการอ่านแบบที่สองที่เรียกว่า  รูปแบบกระบวนการอ่านจากบนลงล่าง  คำว่าบนในที่นี้คือตัวของผู้อ่าน ซึ่งในที่นี้คือนักเรียน และล่างคือ ความหมายที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งด้วยความรู้และประสบการณ์เดิมของพวกเขา   นักเรียนซึ่งในที่นี้ก็คือผู้อ่าน เป็นผู้ที่มีบทบาทในการสร้างความหมายของตนเองขึ้นมา รูปแบบกระบวนการอ่านจากบนลงล่าง จึงมีแนวคิดพื้นฐานที่เชื่อว่า ความหมายมิได้มีอยู่แล้วในเสียง ถ้อยคำหรือประโยค แต่ความหมายเกิดขึ้นระบบความคิดของผู้อ่าน   ที่จะนำความรู้และประสบการณ์เดิมของตนเอง มากำหนดความหมายในถ้อยคำที่อ่านพบ  แม้ในครั้งแรก นักเรียนอาจจะยังไม่ทราบความหมายของคำศัพท์ในทันที แต่พวกเขาก็จะใช้พื้นฐานความรู้เดิมที่ตนเองมี หรือประสบการณ์ที่เคยพบคำศัพท์ที่อ่านนี้ในบริบทอื่นๆ เพื่อทำนายและตั้งสมมติฐานถึงความหมายที่น่าจะเป็นไปได้ของคำเหล่านั้น

          การสร้างความหมายของรูปแบบจากบนลงล่าง หรือเรียกง่าย ๆ ว่า จากผู้อ่านไปสู่ตัวบทนั้น       มีลักษณะค่อยเป็นค่อยๆ ไป นักเรียนจะค่อย ๆ นำประสบการณ์หรือความรู้เดิมมาผสมผสานกับคำที่อ่าน ที่อาจจะรู้ความหมายบ้าง ไม่รู้ความหมายบ้าง แต่ก็พื้นฐานเดิมของนักเรียนก็จะช่วยให้พวกเขา “ผสม” และ “สร้าง” ภาพความคิดบางอย่างขึ้นในจิตใจ หรือที่มักจะเรียกกันว่า  “จินตภาพ” ภาพในความคิดดังกล่าวนี้เอง คือ ความหมายและความเข้าใจของนักเรียนคนนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นความเข้าใจส่วนบุคคล ที่เมื่อบุคคลอื่น หากได้มาอ่านข้อความเดียวกัน ก็อาจจะรู้สึกนึกคิด หรือเกิดจินตภาพในลักษณะอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไปได้

          ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการอ่านทั้งสองรูปแบบข้างต้น นำไปสู่จุดเน้นที่ต่างกันของการสอนอ่านในชั้นเรียน กล่าวคือ หากยึดแนวคิดของรูปแบบกระบวนการอ่านจากล่างขึ้นบน ผู้สอนจะต้องให้ความสำคัญกับเสียง ศัพท์และความหมายตรงตัวของศัพท์นั้น ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ ซึ่งเป็น      ความเข้าใจที่บังคับให้เกิดขึ้นตามความหมายของถ้อยคำ  ในขณะที่หากยึดแนวคิดของรูปแบบการอ่านจากบนลงล่าง ผู้สอนก็จะเน้นที่การสนทนาและการให้นักเรียนใช้ความรู้และประสบการณ์เดิม ในการทำนาย คาดเดา เกี่ยวกับความหมายของคำ สำนวน ที่อาจจะไม่คุ้นเคย  อย่างไรก็ตาม นักวิชาการได้เสนอว่า การสอนอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจนั้น มิได้เกิดจากแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว          แต่ทั้งตัวถ้อยคำและผู้อ่าน ล้วนแต่จะต้องเกิดปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในการที่จะสร้างความหมาย    อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ กล่าวโดยสรุปก็คือ ความเข้าใจในการอ่าน คือ การรู้ความหมายของสิ่ง      ที่อ่าน  ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิสัมพันธ์ ระหว่างการรับรู้ความหมายตามตัวของถ้อยคำ  กับความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่านแต่ละคน ที่จะเข้ามาปรุงแต่งไปในลักษณะต่างๆ   ด้วยเหตุที่นักวิชาการเห็นด้วยกับแนวคิดของการนำรูปแบบกระบวนการอ่านทั้งสองรูปแบบมาผสมผสานกัน ในการเรียน     การสอนการอ่าน จึงต้องให้ความสำคัญ  ทั้งต่อการให้นักเรียนพิจารณาความหมายตรงตัว  ที่เกิดจากคำศัพท์ ประโยคและข้อความ และความหมายที่เกิดจากการให้นักเรียนทบทวนความรู้และประสบการณ์เดิมของตน  ในการพิจารณาคำศัพท์ ประโยคและข้อความที่อ่าน ในลักษณะกลับไปมาเช่นนี้ จึงจะช่วยให้เกิดกระบวนการสร้างความหมายที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้

          ตัวอย่างการนำแนวคิดกระบวนการอ่านทั้งสองรูปแบบไปใช้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เช่น การจัดการเรียนการสอนอ่านกวีนิพนธ์  “ตากับยาย” ประพันธ์โดย เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ ในรวมบทกวีนิพนธ์ “เพียงความเคลื่อนไหว” ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

                   “เรื่องจริงไม่อิงนิยาย                ตากับยายอยู่ชายป่า

          ทำไร่และไถนา                                ตามประสาอยู่อย่างไทย

          ตายายไม่มีลูก                                 แกปลูกเรือนหลังไม่ใหญ่

          ชายป่านั้นมีไม้                                แกเลื่อยมาทำฝากระดาน

          ปลูกข้าวพอได้ข้าว                            ถั่วฝักยาวเลื้อยบนร้าน

          ดอกบวบชะอวบบาน                         สุขสบายสองยายตา

          อยู่มาไม่ช้านาน                               เกิดเหตุการณ์ธรรมดา

          รถยนต์พาคนมา                              ตัดต้นไม้เข้าในเมือง

          ป่าเหี้ยนเตียนโล่งหมด                        ไปจรดเขาหัวเหลือง

          แดดร้อนราวไฟเรือง                          ลุกลามไหม้ไร่นาแล้ง

          ฝนตกซกซกไหล                               น้ำบ่าไปในทุกแห่ง

          นาล่มแล้วนาแล้ง                             น้ำนองหน้าสองตายาย

          ตายายต้องย้ายถิ่น                            หมดแผ่นดินสิ้นสลาย

          ยายตาตะเกียกตะกาย                        กระเดียดกระบายกระทายกระบุง

          เรื่องจริงไม่อิงนิยาย                           ตากับยายมาตายในกรุง

          ใครเลี้ยงใครบำรุง                             ใครทำลายตายายเรา”

          กวีนิพนธ์ข้างต้น เมื่อนำมาเป็นตัวบทให้นักเรียนฝึกพัฒนาทักษะการอ่านและการสร้างความหมาย  ครูสามารถใช้แนวคิดจากรูปแบบกระบวนการอ่านทั้งสองรูปแบบมาผสมผสานกันได้      ด้วยการให้นักเรียนอ่านออกเสียงบทประพันธ์ดังกล่าวพร้อมกัน เพื่อให้เกิดการรับรู้ในด้านเสียง จากนั้นครูให้นักเรียนช่วยกันพิจารณาคำศัพท์  ถ้อยคำหรือสำนวนที่ผู้เขียนใช้บางคำ เช่น  “เหี้ยน” “เตียน” “ซกซก” “นาล่ม” “หมดแผ่นดิน”  “กระเดียด”  “ตะเกียกตะกาย” โดยอาจให้นักเรียนสืบค้นความหมายของคำศัพท์จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 จากนั้นจึงอาจให้นักเรียนจับคู่กันแล้วช่วยกันถอดความหมายของกวีนิพนธ์  เมื่อถอดความได้แล้ว  ครูใช้แนวคิดกระบวนการอ่านจากบนลงล่าง ด้วยการให้นักเรียนใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมในการขยายความคิดจากคำศัพท์ และสำนวนต่างๆ โดยการเริ่มจากทบทวนความรู้และประสบการณ์เดิมด้วยการใช้คำถาม เช่น  วิถีชีวิตตายาย หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านของนักเรียน หรือที่นักเรียนเคยสัมผัสเป็นอย่างไร เหตุใด         ผู้อาวุโสเหล่านั้นถึงมีความสุขกับการได้อยู่ที่บ้าน และทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ  จากนั้นครูผู้สอนจึงเชื่อมโยงเข้าสู่กวีนิพนธ์ ด้วยการสนทนาต่อไปว่า  การที่ผู้เขียนกล่าวว่า“ปลูกข้าวพอได้ข้าว ถั่วฝักยาวเลื้อยบนร้าน” แสดงให้เห็นความสุขในวิถีชีวิตเดิมของตายายอย่างไร  หรือให้นักเรียนคิดขยายความต่อไปว่า เมืองใหญ่ในความคิดของนักเรียนนั้น  มีอะไรที่ดีกว่าบ้านเดิมของตายาย และทำให้ตายายตัดสินใจย้ายเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมือง และที่สำคัญที่สุดคือ อะไรที่เป็นสาเหตุในการทำลายวิถีชีวิตที่สงบของตายายลงเสียหมดสิ้น  เป็นต้น คำถามเชื่อมโยงความคิดและประสบการณ์ลักษณะเช่นนี้   จะช่วยให้นักเรียนสร้างความหมายที่มีขอบเขตกว้างขวางขึ้นจากการอ่านเพื่อทำความเข้าใจคำศัพท์ดังที่ได้ดำเนินไปในช่วงแรกของการเรียนการสอน  ซึ่งก็จะเป็นไปตามแนวคิดของกระบวนการอ่าน ที่เชื่อว่า ความหมายหรือความเข้าใจ ย่อมเกิดขึ้นทั้งจากตัวถ้อยคำเองส่วนหนึ่ง และจากความคิดของผู้อ่านอีกส่วนหนึ่งนั่นเอง 

          กล่าวโดยสรุป การเรียนการสอนการอ่านย่อมมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมให้นักเรียนสร้างความเข้าใจหรือสร้างความหมายจากสิ่งที่อ่าน  ซึ่งการสร้างความหมายนั้น จะต้องดำเนินการในสองรูปแบบควบคู่   กันไป  ครูผู้สอนจะใช้ทั้งการให้นักเรียนศึกษาความหมายของเสียง ศัพท์ ถ้อยคำ สำนวน ประโยค           ที่ประกอบกันเป็นข้อความ หรือเรียกว่า การพิจารณาความหมายที่มีอยู่แล้วในตัวหนังสือหรือถ้อยคำเหล่านั้น  กับอีกส่วนที่จะต้องเกิดจากการให้นักเรียนใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมของตนเอง ในการเข้าไปปรุง  แต่งเติมและเสริมสร้างความหมายตามจินตนาการ โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีมาก่อนเป็นพื้นฐาน  ซึ่งอาจเรียกกระบวนการอย่างหลังนี้ว่า  การสร้างความหมายจากมุมมองส่วนตน     หากกระทำได้เช่นที่กล่าวมานี้ จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการเรียนการสอนอ่าน  ที่นำไปสู่ความเข้าใจที่แท้จริง

_______________________________________________


[*] ค.บ. (เกียรตินิยมอันดับ 1) ภาษาไทย (จุฬาฯ), ค.ม. การสอนภาษาไทย (จุฬาฯ), นิสิตดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (จุฬาฯ)

Advertisements

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s