การวางเงื่อนไขในเด็กปฐมวัย: ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมสู่การปฏิบัติ

การวางเงื่อนไขในเด็กปฐมวัย: ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมสู่การปฏิบัติ

 

                                                                                                         เฉลิมลาภ  ทองอาจ
                                                       โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
                                                                       คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 
 

               พฤติกรรมของเด็กปฐมวัยโดยส่วนใหญ่แล้ว เป็นพฤติกรรมที่ยังไม่ถูกขัดเกลาโดยผู้ใหญ่หรือสังคม   จึงมักจะเป็นพฤติกรรมที่แสดงไปตามสัญชาตญาณ  เมื่อหิวก็พยายามที่จะหาอาหารรับประทาน เมื่อตกใจกลัวก็ร้องไห้ส่งเสียงดัง เมื่อต้องการสิ่งใดก็หยิบฉวยหรือคว้าในทันที แน่นอนว่า เมื่อเด็กปฐมวัยมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นจากการสั่งสอนอบรมจากผู้ใหญ่ พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะได้รับการจัดการให้เป็น “ระบบระเบียบ”  มากยิ่งขึ้น ในมิตินี้ การจัดการพฤติกรรมของเด็ก ให้แสดงได้อย่างถูกต้องเหมาะสมก็คือการให้การศึกษา   แต่ในอีกมิติหนึ่ง  การจัดการดังกล่าว ก็จำเป็นต้องอาศัยการวางเงื่อนไข (conditions) หลายประการของผู้ใหญ่  ซึ่งมิตินี้จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้จากทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) มาใช้ดำเนินการ

File:John Broadus Watson.JPG

                John Watson (1878-1958)  นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ได้เคยแสดงความคิดเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขพฤติกรรมของเด็กว่า เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ และผู้ใหญ่สามารถที่จะวางเงื่อนไขให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้ทุกพฤติกรรม เขาเองถึงกลับกล่าวไว้ว่า หากมอบเด็กทารกที่มีสุขภาพดีกับเขา  12 คน เขาสามารถที่จะฝึกหัดให้เด็กแต่ละคนเป็นในสิ่งที่เขาเลือกไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ นักกฎหมาย ศิลปิน  นักธุรกิจ  เป็นต้น นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า การวางเงื่อนไขมีอิทธิพลต่อเด็กปฐมวัยมากมายเพียงใด

                ประเด็นที่น่าคิดจากข้างต้นคือ การวางเงื่อนไขในที่นี้คืออะไร  นักจิตวิทยาอธิบายไว้ว่า  การวางเงื่อนไข คือ  การจัดหรือสร้างสภาพแวดล้อม สถานการณ์หรือบรรยากาศที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็ก จากพฤติกรรมเดิมไปสู่พฤติกรรมใหมที่ค่อนข้างจะคงทน  พฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ จะเรียกว่า พฤติกรรมที่ถูกวางเงื่อนไข (conditioned behavior) การวางเงื่อนไขนี้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การวางเงื่อนไขด้วยการจับคู่ตามธรรมชาติ กับการวางเงื่อนไขด้วยการอาศัยผล  ซึ่งครูปฐมวัยสามารถประยุกต์ทฤษฎีการวางเงื่อนไขพฤติกรรมทั้งสองประเภทดังกล่าว มาสร้างการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้ โดยในที่นี้ จะกล่าวถึงการวางเงื่อนไขประเภทแรก

                 เด็กปฐมวัย สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วยการวางเงื่อนไขให้เกิดการจับคู่ตามธรรมชาติ  ระหว่างพฤติกรรมตามธรรมชาติ หรืออาจจะเรียกว่า พฤติกรรมการตอบสนองที่ไม่ได้ถูกวางเงื่อนไข (unconditioned response)  กับสิ่งเร้าที่เป็นกลาง (neutral stimulus) ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ครูจัดให้  เช่น ครูรู้ว่าโดยธรรมชาติเด็กปฐมวัยคนหนึ่ง ชอบและพึงพอใจที่จะดูและสัมผัสสิ่งของที่มีสีสันที่สวยงาม  โดยเด็กคนนี้จะหยิบและจับสิ่งของนั้นมาเล่นทันที พฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติ เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและไม่ได้เกิดจากการวางเงื่อนไขใดๆ ของครู  ต่อมาเมื่อครูต้องการให้เด็กเกิดพฤติกรรมการอ่านหนังสือ  ครูก็อาจจัดสถานการณ์หรือชั้นเรียนการอ่านนิทาน ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่เป็นกลาง  ควบคู่กับการให้เด็กได้เห็นสิ่งของ ซึ่งอาจจะเป็นตุ๊กตาหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับนิทานเรื่องที่อ่าน  ที่มีสีสันสวยงาม ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข  ให้เด็กได้หยิบจับสัมผัสระหว่างการฟังหรืออ่านหนังสือไปกับครู โดยกระทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  ผลที่ตามมาคือ นักเรียนจะเกิดพฤติกรรมความพึงพอใจ และชอบที่จะฟังหรืออ่านหนังสือกับครู และแม้เมื่อครูงดการแสดงสิ่งของหรือวัตถุที่มีสีสันเหล่านั้นออกไปแล้ว  พฤติกรรมการพึงพอใจที่จะอ่านหนังสือก็จะยังคงเกิดขึ้นอยู่ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นนี้จะเรียกว่า พฤติกรรมที่ถูกวางเงื่อนไขแล้วนั่นเอง

                       แนวคิดเรื่องการวางเงื่อนไขข้างต้น  ยังสามารถนำมาใช้อธิบายพฤติกรรมที่เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ เช่น ความกลัว ความเกลียด ความไม่พึงพอใจได้อีกด้วย จากตัวอย่างเหตุการณ์ของเด็กปฐมวัย  ส่วนหนึ่ง ที่เกลียดหรือไม่ชอบการไปโรงเรียน ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่า เด็กปฐมวัยได้รับประสบการณ์เชิงลบจากการวางเงื่อนไขที่ผิดพลาด  เช่น  ทุกครั้งที่เด็กทำกิจกรรมช้าหรือผิด เด็กจะถูกให้สิ่งเร้าประเภทคำตำหนิ ประณาม การว่ากล่าวหรือลงโทษ  สิ่งเร้าพวกนี้เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดพฤติกรรมตอบสนองในทันทีคือ ความกลัวและเกลียด  (ซึ่งเป็นการตอบสนองที่ไม่ได้วางเงื่อนไข เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ) เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำๆ ที่โรงเรียน การไปโรงเรียนจะกลายมาเป็นสิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไขให้กับเด็กเหล่านั้นทันที  กล่าวคือ  การไปโรงเรียนจะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่าเกลียดสำหรับพวกเขา ซึ่งจะแสดงปฏิกิริยาต่อต้านออกมา พฤติกรรมการต่อต้าน รังเกียจหรือกลัวโรงเรียนนั้น คือพฤติกรรมที่ถูกวางเงื่อนไขนั่นเอง  ซึ่งแม้แต่ตัวเด็กปฐมวัยเอง ก็จะไม่สามารถที่จะควบคุมได้  ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ พฤติกรรมความเกลียดกลัวดังกล่าว   ยังสามารถที่จะถ่ายโดยไปสู่สิ่งเร้าที่มีลักษณะคล้ายกันได้ เช่น เด็กอาจกลัวการไปโรงเรียนอื่น หรือสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายโรงเรียน คนที่แต่งตัวคล้ายครู  ถืออุปกรณ์คล้ายครู ฯลฯ  ด้วยเหตุนี้ ครูปฐมวัยจึงจะต้องระวังเหตุการณ์การวางเงื่อนไขให้เกิดการจับคู่ในลักษณะดังกล่าว  ในการออกแบบและจัดบรรยากาศการเรียนเป็นอย่างยิ่ง

                       เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การวางเงื่อนไข ให้เด็กเกิดความชอบหรือรักในการเรียน การทำงานหรือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ จึงจะต้องเกิดจากการวางเงื่อนไขด้วยการให้สิ่งเร้าที่นักเรียนพึงพอใจ (สิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข) กับสิ่งเร้าที่ครูจัดให้ โดยเฉพาะการสร้างความรู้สึกพึงพอใจจากการได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจจากการเรียนและจากสถานศึกษา  คำถามคือ ครูปฐมวัยจะทราบได้อย่างไรว่านักเรียนมีความพึงพอใจ  ชอบ รักในสิ่งเร้าประเภทใด สิ่งนี้ครูปฐมวัยจะต้องเป็นนักสังเกต และศึกษาความต้องการอันเป็นธรรมชาติของเด็กปฐมวัย จึงทำให้การวางเงื่อนไขเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

                       อย่างไรก็ตาม การมองชีวิตและการเข้าไปวางเงื่อนไขให้กับเด็ก ก็อาจถูกวิจารณ์ได้ว่าเป็นมุมมองที่อาจจะดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตและสิทธิโดยชอบของเด็กพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดและทฤษฎีการวางเงื่อนไขของกลุ่มพฤติกรรมนิยม ก็ยังเป็นแนวคิดที่ใช้กันอยู่มากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งมีหลักฐานและการวิจัยรองรับมากที่สุด ซึ่งในฐานะนักพัฒนามนุษย์ จะปฏิเสธข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปคงจะไม่ได้

__________________________________________________

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s