ทักษะปัญญาไม่ใช่ทักษะพิสัย

ทักษะปัญญาไม่ใช่ทักษะพิสัย

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

           จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องเขียนไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ มีพื้นฐานที่มาจากแนวคิดจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม ที่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมหรือการตอบสนองทางกาย ว่าเป็นสัญญาณหรือเครื่องชี้วัดให้เห็นการเรียนรู้ในบุคคล  ต่อมาเมื่อมีความพยายามแบ่งเป้าหมายของการศึกษาออกเป็นหมวดหมู่ 3 หมวด คือ พุทธิพิสัย  ทักษะพิสัยและจิตพิสัย  ก็ยิ่งทำให้การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้มีความละเอียดชัดเจนขึ้น  แต่กระนั้น ก็ยังคงพบปัญหาว่า เกิดความสับสนเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะทางปัญญา  (intellectual skills) ของบุคคลว่า เข้าข่ายหรือควรจัดไว้ในจุดประสงค์    การพัฒนาด้านทักษะพิสัยหรือไม่

 

            ก่อนตอบคำถามข้างต้น  ขอให้พิจารณาตัวอย่างการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในแผน     การจัดการเรียนรู้สมมติต่อไปนี้  ซึ่งเป็นแผนการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้เรื่อง  “คำสรรพนาม” (มาตรฐาน  ท 4.1  ป.6/1, ม.1/3)

 

            จุดประสงค์การเรียนรู้      ผู้เรียนต้อง

                        1.  ด้านพุทธิพิสัย         1.1  อธิบายความหมายของคำสรรพนามได้

                                                                1.2  บอกชนิดของคำสรรพนามได้

                        2.  ด้านทักษะพิสัย       2.1  จำแนกคำสรรพนามออกจากคำชนิดอื่นๆ ได้

                                                                 2.2  ระบุคำสรรพนามที่อยู่ในประเภทเดียวกันได้

                                                                 2.3  ใช้คำสรรพนามในการสื่อสารในบริบทต่างๆ  ได้อย่างถูกต้อง

                      3.  ด้านจิตพิสัย            3.1  เห็นประโยชน์ของคำสรรพนามและต้องการที่จะใช้คำสรรพนามให้ถูกต้อง

 

            จุดประสงค์การเรียนรู้ข้างต้น มีประเด็นที่ควรสังเกตเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  จุดประสงค์ในด้านทักษะพิสัยทั้ง  3 ข้อ  เพราะจะเห็นได้ว่าในข้อ  2.1 และ  2.2 นั้น  ผู้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้มองว่า พฤติกรรมการจำแนกและระบุประเภทคำสรรพนามนั้น  เป็นพฤติกรรมที่ควรเป็นทักษะ  ซึ่งประเด็นนี้เองที่ได้กลายมาโจทย์สำคัญดังที่กล่าวถึงในตอนต้นแล้วว่า  การจำแนกและการระบุดังกล่าว ถือเป็นพฤติกรรมด้านทักษะพิสัยหรือไม่  และหากไม่ใช่  พฤติกรรมดังกล่าวควรจัดอยู่ในหมวดหมู่จุดประสงค์การเรียนรู้กลุ่มใด

 

            นักวิชาการด้านการศึกษา ให้ความหมายของคำว่า  “ทักษะพิสัย” ว่าเป็นทักษะทางกาย (motor skills) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ  อันเป็นกลไกที่แสดงออกมาภายนอกและเห็นได้อย่างชัดเจน  ตัวอย่างเช่น  การเลี้ยงลูกบอล  การชูทลูกบาสเกตบอล  การพิมพ์ดีด  การขับรถจักรยาน  ฯลฯ  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องแสดงออกด้วยความคล่องแคล่ว ราบรื่นและใช้กล้ามเนื้อต่างๆ สัมพันธ์กันอย่างเป็นอัตโนมัติจึงจะถือได้ว่าเกิดเป็นทักษะ  ด้วยเหตุนี้ หากเราย้อนกลับไปพิจารณาจุดประสงค์ที่เขียนไว้ว่า  ผู้เรียนจะต้อง  “จำแนกคำสรรพนามออกจากคำชนิดอื่นๆ ได้”  และ  “ระบุคำสรรพนามที่อยู่ในประเภทเดียวกันได้ ” จะเห็นได้ว่า พฤติกรรมดังกล่าว นอกจากจะมิได้ระบุว่า พฤติกรรมภายนอกว่าการจำแนกและระบุนั้นคืออะไร  หรือปรากฏให้เห็นได้จากอะไรแล้ว  (พูด เขียน เล่า  อธิบาย)  พฤติกรรมดังกล่าว  ดูเหมือนจะมีลักษณะที่เกิดขึ้นภายในระบบปัญญาของผู้เรียนเสียด้วยซ้ำ  เพราะการจำแนกคุณลักษณะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกจากสิ่งใดสิ่งขึ้นได้  หรือระบุว่า  สิ่งนั้น “ใช่” หรือ  “ไม่ใช่”  สิ่งนั้นหรือไม่  ผู้เรียนจำเป็นจะต้องพึ่งพิงโครงสร้างที่เรียกว่า  “มโนทัศน์” (concept)  เสียก่อน เพื่อนำมโนทัศน์นั้นมาเป็นหลักในการตัดสินใจ  พฤติกรรมการระบุหรือจำแนกจึงเกิดขึ้นภายในระบบปัญญา  ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อยและสามารถจำแนกหรือระบุได้อย่างรวมเร็วด้วยแล้ว ก็อาจเรียกได้ว่ามีทักษะ  แต่ทักษะดังกล่าวนี้ ก็ยังหาใช่ทักษะทางกายหรือการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อส่วนใดไม่  แต่เป็นทักษะทางปัญญา (intellectual skills)  อันหมายถึง  การรู้ว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างไร ซึ่งในที่นี้ คือ การที่ผู้เรียนรู้ว่าจะจำแนกคำสรรพนามออกจากคำชนิดอื่นๆ อย่างไร  รู้ว่าจะระบุคำสรรพนามที่อยู่ในประเภทเดียวกันได้อย่างไร  และรู้ว่าจะใช้คำสรรพนามในบริบทของการสื่อสารที่ต่างกันอย่างไรด้วย ดังนี้  จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  การรู้ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ขอบเขตระบบพุทธิปัญญา และยังมิได้เชื่อมโยงขยายต่อมาถึงทักษะพิสัยเสียด้วยซ้ำ  การเขียนพฤติกรรมทั้งสองพฤติกรรมไว้ในจุดประสงค์การเรียนรู้หมวดหมู่ทักษะพิสัย   จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนยิ่ง 

 

            จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่า  จุดประสงค์การเรียนรู้ในข้อ  2.1-2.3 เป็นจุดประสงค์ในด้านพุทธิพิสัย  ซึ่งสำหรับในข้อ  2.3 นั้น แม้จะมีการระบุด้วยคำกริยา  “ใช้” ไว้แล้วก็ตาม แต่การใช้ดังกล่าว ก็จะต้องมีองค์ประกอบในด้านของ “ความรู้ในการใช้” ซึ่งในที่นี้ก็จะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของพุทธิพิสัยของผู้เรียนด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถกล่าวให้ชัดเจนขึ้นได้ว่า  การเรียนรู้เรื่องคำสรรพนาม อันเป็นสาระการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย ที่ได้ยกตัวอย่างมานี้  มีจุดประสงค์      การเรียนรู้หลักมุ่งไปที่ด้านพุทธิพิสัยมากที่สุด  เพราะความสามารถในการจำแนกและระบุคำสรรพนามนั้น เป็นทักษะทางปัญญาที่ต่อเนื่องมาจากมโนทัศน์หรือความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย  ประเภทและหลักการใช้คำสรรพนามนั่นเอง

 

            คำถามที่ควรพิจารณาต่อมาคือ ก็ในเมื่อจุดประสงค์การเรียนรู้ในเรื่องนี้ เน้นไปที่ด้านพุทธิพิสัยแล้ว แสดงว่าการจัดการเรียนรู้เรื่องคำสรรพนาม ไม่มีการพัฒนาด้านทักษะพิสัยเลยใช่หรือไม่

 

            คำตอบของคำถามข้างต้น ขึ้นอยู่กับว่า  ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนสามารถใช้คำสรรพนามสื่อสารในบริบทจริงด้วยหรือไม่  ซึ่งในที่นี้ก็ต้องเน้นไปที่การใช้คำ  “บุรุษสรรพนาม”  เพราะหากต้องการแล้วล่ะก็ผู้สอนก็จะต้องระบุพฤติกรรมอันเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน   และกำหนดเกณฑ์ของการแสดงพฤติกรรมนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นความคล่องแคล่วอันเนื่องมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อและทักษะปัญญาที่สัมพันธ์กัน ตัวอย่างต่อไปนี้ คือ การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ด้านทักษะพิสัยของสาระการเรียนรู้เรื่องคำสรรพนาม

 

          ด้านทักษะพิสัย         

                      เมื่อกำหนดบทบาทและสถานการณ์ต่างๆ ให้ผู้เรียนใช้คำสรรพนามจำนวน  5  สถานการณ์แล้ว  ผู้เรียนสามารถพูดหรือเขียนโดยเลือกใช้คำสรรพนามต่างๆ ในการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทและสถานภาพของตนเองอย่างน้อย  3 สถานการณ์ 

            จะเห็นได้ว่า จุดประสงค์การเรียนรู้ข้างต้นมีความชัดเจนขึ้น  และเน้นไปที่การแสดงพฤติกรรมที่ต้องอาศัยทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ อันประกอบไปด้วย การพูดและการเขียนของผู้เรียน ซึ่งจะต้องอาศัยทักษะปัญญาในด้านพุทธิพิสัยมาใช้ในการแสดงพฤติกรรมหรือเคลื่อนไหวร่างกายในครั้งนี้

 

            ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำและพัฒนาหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ จำจะต้องสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนนับแต่นี้ว่า  สิ่งที่เรากำลังพิจารณาและจะเรียกว่าทักษะนั้น แท้ที่จริงแล้ว  เป็นทักษะที่เกิดขึ้นในระบบปัญญา หรือเป็นทักษะการเคลื่อนไหวทางกายกันแน่  เพราะแม้ทักษะทั้งสองประเภทจะมีความเกี่ยวข้องกัน  แต่ก็มีลักษณะการพัฒนาที่แตกต่างกัน   ซึ่งก็จะส่งผลให้การจัดการเรียนรู้และ     การวัดประเมินผลต่างกันไปด้วย  ดังที่ได้แสดงมานี้     การวางแผนและวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละสาระการเรียนรู้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากจุดเริ่มต้นเกิดความบิดเบือนเสียแล้ว  ก็หวังมิได้ว่า การจัดการเรียนรู้ครั้งนั้น จะสามารถทำให้เกิดการบรรลุเป้าหมายในทางใดๆ ได้

 

_______________________________

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s