หลักสูตรโรงเรียนสาธิต: ความแปลกแยกที่จำเป็น

หลักสูตรโรงเรียนสาธิต: ความแปลกแยกที่จำเป็น***

 

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ 

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

 

        หากห้องปฏิบัติการ  (laboratory)  คือสถานที่สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ โรงเรียนสาธิตก็คือห้องปฏิบัติการที่สำคัญของนักหลักสูตรและการสอน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอนให้มีความ “ก้าวหน้า” กว่าโรงเรียนทั่วไป ซึ่งสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สนับสนุนให้โรงเรียนสาธิตเป็นเช่นนั้นได้ ก็คือปรัชญาหรือความเชื่อเกี่ยวกับความรู้ของผู้เรียน ที่ทำให้หลักสูตรและการสอนของโรงเรียน “แปลกแยก” ไปจากโรงเรียนกระแสหลัก

 

          จากการศึกษาในเชิงประวัติทำให้ทราบว่า  โรงเรียนสาธิตเกิดขึ้นเพื่อเป็นคำตอบของปัญหาการจัดการเรียนรู้ในสังคมสหรัฐอเมริกา  ซึ่งได้รับอิทธิพลของปรัชญากลุ่มอุดมคตินิยม  (idealism)  ผนวกกับอิทธิพลของจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม  (behaviorism)  และเพื่อแสดงออกถึง  “ความไม่เห็นด้วย” หรือ  “มุมมองที่ต่างไป” จากการศึกษากระแสหลัก  ความไม่เห็นด้วยนี้  มีจุดเริ่มจากความเชื่อใน  “ปรัชญาการศึกษา”  จากประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญต่อไปว่าโรงเรียนสาธิตในประเทศไทย  ยังคงดำเนินการจัดการศึกษาตามตามแนวคิดปรัชญาพิพัฒนาการ อันเป็นปรัชญา  ณ แรกเริ่มจัดตั้งหรือไม่  หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว  ปัจจัยใดที่ทำให้เปลี่ยน  เปลี่ยนเพื่ออะไร  และเปลี่ยนแล้วดีกว่าเดิมหรือไม่  เพราะอะไร

 

           ถึงแม้ว่าความนิยมในปรัชญาพิพัฒนาการจะมีแนวโน้มขึ้นลง  แต่หลักการจัดการศึกษาของ  จอห์น  ดิวอี้ (Jonn  Dewey)  และ ฟรานซิส   ปาร์เกอร์  (Francis  Parker)  ซึ่งใช้ในการจัดระบบการศึกษาในโรงเรียนห้องปฏิบัติการแห่งแรกของโลก ณ  มหาวิทยาลัยชิคาโก (The University of Chicago Laboratory Schools)  ทั้งในด้านการบริหาร หลักสูตรและการสอนนั้น ยังคงดำรงอยู่และมีอิทธิพลต่อนักการศึกษาและผู้จัดการศึกษาในทุกๆ  ระดับ  ซึ่งสามารถประมวลสรุปได้ดังนี้  (Harms  และ  DePencier, 1996: online)

 

              1.  การพิจารณาการเรียนรู้ของนักเรียนนั้น  ต้องมุ่งพิจารณาที่กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนมากว่าการพิจารณาเนื้อหาหรือสาระการเรียนรู้   เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคม  (social  process)  ที่ต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์และการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่มย่อย  (small  group)

 

              2.  การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพเกิดจากการใช้โครงการเป็นฐาน      ผู้เรียนจะต้องใช้การลงมือปฏิบัติ  เช่น  จัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการเล่น  การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากการสำรวจธรรมชาติ  เป็นต้น

 

              3.  เป้าหมายของการจัดการศึกษา  ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะความเป็นเลิศในทางวิชาการแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่จะต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ  (problem  solving)

 

              4.  การจัดการศึกษาจะต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรับผิดชอบ  ทั้งในระดับสังคมภายในโรงเรียนและสังคมส่วนรวม

 

              5.  กระบวนการเรียนรู้ที่จัดภายในโรงเรียน ต้องเชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือชีวิตประจำวันของนักเรียน

 

              6.   การเรียนรู้ในเชิงวิชาการนั้น  ไม่ควรจัดหลักสูตรแต่เฉพาะวิชาหลักหรือวิชาแกน  แต่ยังจะต้องคำนึงถึงวิชาด้านความเป็นมนุษย์  เช่น  ศิลปะ  กีฬา  ดนตรีและกิจกรรมที่หลากหลายเพิ่มเติมจากในหลักสูตร

              7.  ผู้จัดการศึกษาจะต้องส่งเสริมให้ครูศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพ  สนับสนุนให้ครูมีอิสระและเสรีภาพ  และมีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย

 

            หลักการจัดการเรียนรู้ข้างต้น  มีแนวคิดสำคัญคือ  การจัดการศึกษาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการสำคัญว่ามนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ในสังคม  และมนุษย์จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง    จากแนวคิดดังกล่าว  นักปรัชญาพิพัฒนาการจึงเห็นคุณค่าของทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์  และเชื่อว่านักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีหากปฏิบัติตนดังเช่นนักวิทยาศาสตร์   ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ตามรูปแบบกระบวนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของ จอห์น  ดิวอี้  (Jonn  Dewey)  ได้แก่  1)  รับทราบและตระหนักในปัญหา  (become aware of the problem)  2)  พิจารณาและวินิจฉัยปัญหา   (define the problem)  3)  สร้างสมมติฐานเพื่อแก้ไขปัญหา   (propose hypotheses to solve it)  4)  ประเมินผลที่อาจเกิดขึ้นจากสมมติฐานด้วยประสบการณ์เดิมของบุคค  (evaluate the consequences of the hypotheses from one’s past experience)         และ 5)  ทดสอบวิธีการแก้ปัญหาที่อาจเป็นไปได้  (test the likeliest solution)  (Paszkowska,  2003: online)

 

              รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ข้างต้น  ส่งผลให้การจัดการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  เนื่องจากครูตามปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการจะไม่จัดการเรียนรู้แต่เพียงการอ่านให้ฟังหรือใช้วิธีฝึกหัด  แต่จะเป็นผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียนให้มากที่สุด  โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเกิดประสบการณ์ตรง  แนวคิดในการจัดการศึกษาตามปรัชญาพิพัฒนาการเช่นนี้  ทำให้เกิดอัตลักษณ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า  “การเรียนรู้จากการปฏิบัติ”  (learning  by  doing)

 

               จอห์น  ดิวอี้  (Jonn  Dewey)  มีแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาว่าจะต้องมีอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาประชาธิปไตยและธรรมชาติของเด็ก   ในประเด็นแรกเขาเชื่อว่าปรัชญาประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการนำไปสู่การศึกษาที่แท้จริง  เพราะการจัดการศึกษาบนพื้นฐานของปรัชญานี้  นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นและความสนใจของตนเองได้อย่างอิสระมากกว่าปรัชญาการเมืองอื่นๆ  ดังนั้นโรงเรียนจะต้องเป็น  “ห้องปฏิบัติการสำหรับประชาธิปไตย”  (laboratory  for  democracy)  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ   ชื่นชมและปฏิบัติตนตามครรลองของปรัชญา  ด้วยเหตุนี้  นักเรียนจึงต้องเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ  ซึ่งทุกขั้นตอนจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานปรัชญาประชาธิปไตย ส่วนในประเด็นธรรมชาติของเด็ก  (the  nature  of  the  child)  นั้น  เขามีความเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความกระตือรือร้นในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับสังคม  มีธรรมชาติแห่งการสร้างหรือประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ   มีความสามารถในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์  และมีความสนใจใคร่รู้และต้องการค้นพบสิ่งต่างๆ รอบตน

 

                จากแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาประชาธิปไตยและธรรมชาติของเด็กข้างต้น  จอห์น  ดิวอี้   จึงเสนอว่าห้องเรียนที่แท้จริง  ควรเป็นสถานที่ที่นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้และกิจกรรมทางสังคมด้วยกัน  และนักเรียนสามารถตัดสินใจในประเด็นปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ  ด้วยตนเอง  กิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ควรเป็นกิจกรรมที่นักเรียนและครูช่วยกันพิจารณาและเลือก  แต่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความสนใจของนักเรียนเป็นสำคัญ  เพราะนักเรียนจะพร้อมและมุ่งแสวงหาความหมายจากกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านั้นด้วยตนเอง  แม้ว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคหรือปัญหาในระหว่างกระบวนการเรียนรู้  สิ่งที่สำคัญคือประสบการณ์ที่เพิ่มพูนจากการทำกิจกรรมจะนำไปสู่ความสนใจใหม่  และนำนักเรียนเข้าสู่วงจรแห่งการเรียนรู้  (cycle  of  learning) ด้วยตนเองในที่สุด (Tozer, Violas และ Senese, 1993: 141-143)

 

                  แนวคิดและข้อเสนอดังที่ได้กล่าวมา  สามารถสรุปหลักการจัดการศึกษาตามปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการโดยทั่วไปได้  ดังนี้

 

                   1.  หลักสูตรต้องมีลักษณะบูรณาการ  และมีลักษณะเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่เป็นแนวคิดหรือหัวข้อเรื่อง  (thematic units)  ซึ่งมีความหลากหลาย  สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของนักเรียน  ตลอดจนสัมพันธ์กับสภาพและปัญหาของสังคมปัจจุบัน

 

                   2.  การจัดการเรียนรู้ต้องเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ   มุ่งฝึกทักษะการแก้ปัญหา  (problem  solving)  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  (critical  thinking)     โดยนักเรียนจะต้องทำงานเป็นกลุ่ม  (Group  work)  ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ  (cooperative learning) เพื่อพัฒนาทักษะด้านสังคม  ส่งเสริมให้นักเรียนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต     ตามแนวคิดชีวิตคือการศึกษา  ใช้หลักปรัชญาประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนและประเมินผลโดยวัดจากคุณภาพของโครงการหรือผลงานของนักเรียน

 

                  3.  มีเป้าหมายเพื่อสร้างค่านิยมและคุณลักษณะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและวัฒนธรรมประชาธิปไตย    บูรณาการโครงการหรือกิจกรรมการให้บริการทางสังคมสู่สถานศึกษาและกำหนดเป้าหมายของการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในสังคมเป็นสำคัญ

 

                พัฒนาการของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านทฤษฎีการสอนเด็ก  (pedagogy)  ในช่วงปลายศตวรรษที่  19  และยังคงปรากฏในหลายรูปแบบกระทั่งปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการออกกฏหมาย  “อย่าให้มีเด็กหลงเหลือ”  (No  Child  Left  Behind)  ซึ่งเป็นกฏหมายการศึกษาที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา  การจัดการศึกษาตามปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการจึงกลายเป็นการศึกษาทางเลือกใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ณ ขณะนั้น

________________________________________________

 

*** บทความนี้ตีพิมพ์ใน

เฉลิมลาภ ทองอาจ.  2553.  โรงเรียนสาธิตที่แท้ : การจัดการเรียนรู้ตามปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการ.  วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 12 (มกราคม – เมษายน 2553)

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s