มโนทัศน์ด้านการสอน: จากอุปาทานสู่อัญญาสิ

 

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

            มโนทัศน์ด้านการสอน เป็นมโนทัศน์สำคัญในการออกแบบการจัดการเรียนรู้  ครูจะมีเป้าหมายในการสอนอย่างไร  จัดเตรียมเนื้อหาอะไร  ใช้กิจกรรมอะไรและวัดประเมินผลอย่างไร ขึ้นอยู่กับมโนทัศน์ด้านการสอนทั้งสิ้น  ดังนั้น หากมโนทัศน์ที่เป็นพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนเกิดความบกพร่องหรือผิดเพี้ยนไป ก็ย่อมจะทำให้การจัดการเรียนการสอนนั้น “ผิดรูปผิดแบบ” ตามไปด้วย  ก็แล้วอะไรบ้างที่เป็นมโนทัศน์ด้านการสอนที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับครู

โดยทั่วไปแล้ว มโนทัศน์ด้านการสอนที่เป็นพื้นฐานในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ มโนทัศน์ “รูปแบบการสอน” (teaching model) มโนทัศน์ “วิธีการสอน” (teaching method) และมโนทัศน์ “เทคนิคการสอน” (teaching  technique)  ทั้งสามมโนทัศน์มีความแตกต่างกัน คือ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  แต่สามารถทำงานร่วมกันได้  ผู้เกี่ยวข้องกับการสอนจำนวนมาก คิดว่าเทคนิคการสอนคือวิธีสอน (เทคนิคการสอน=วิธีสอน) รูปแบบการสอนคือเทคนิคการสอน  และก็อีกไม่น้อยที่คิดว่าวิธีสอนที่ดีต้องมีเทคนิคการสอน  ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบการสอน  วิธีสอนและเทคนิคการสอนเป็นคนละสิ่งกัน มีที่มาแตกต่างกัน  ทำหน้าที่ต่างกัน และมีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในผู้เรียนต่างกัน ความคิดเช่นนี้ ถือว่าเป็นอุปาทาน หรือภาวะที่บุคคลนึกเอาเองแล้วยึดมั่นถือมั่นว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น สำหรับอาชีพครูแล้ว อุปาทานถือว่าสิ่งที่อันตรายที่สุด เพราะอาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง           ที่จะต้องอาศัยการศึกษาและวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้   การนึกเดาด้วยการฟังหรือเล่าต่อๆ    กันมา ไม่อาจจะถือเป็นวิธีการในการสร้างความรู้ของครู ดังนั้น  ในการลดอุปาทาน จึงต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ เพื่อจะนำไปสู่ “การรู้แล้ว” หรือ “อัญญาสิ” ซึ่งการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการสอน วิธีการสอนและเทคนิคการสอนเพิ่มเติม น่าจะสามารถช่วยลดและกำจัดความคิดที่เกิดจากอุปาทานดังกล่าวได้

สำหรับมโนทัศน์แรกคือ  “รูปแบบการสอน” มโนทัศน์นี้ หมายถึง  ชุดของประสบการณ์ที่พัฒนาขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง หรือหลายๆ ทฤษฎีก็ได้ ซึ่งชุดของประสบการณ์ดังกล่าว จะมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนและมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ  รูปแบบการสอนแบ่งจึงสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่มตามเกณฑ์ที่ใช้จำแนก ตัวอย่างเช่น หากพิจารณาบทบาทของครูและผู้เรียนอาจแบ่งรูปแบบการสอนได้เป็น 3 กลุ่ม  (Virginia Polytechnic Institute and State University, 2011: online)  ได้แก่

1.  รูปแบบการสอนจากบนลงล่าง หรือรูปแบบการสอนที่ครูมีบทบาทหลักในการถ่ายทอดความรู้ (top-down model, teacher delivered) เช่น รูปแบบการสอนทางตรง รูปแบบการสอนแบบรอบรู้ (mastery learning model)

2.  รูปแบบการสอนที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมระหว่างครูและผู้เรียน (social  models, student-teacher negotiated) เช่น รูปแบบการสอนแบบร่วมมือ (cooperative learning) รูปแบบการสอนการฝึกหัดทางปัญญา (cognitive apprenticeship)

3.  รูปแบบการสอนจากล่างขึ้นบน  (bottom-up models, student-centered) เช่น  รูปแบบการสอนการแก้ปัญหา  รูปแบบการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมของ Hannafin, Land และ Oliver (1999)  รูปแบบการสอนการฝึกหัดสืบสอบ (inquiry  training model) ของ Suchman (1962) ซึ่งเป็นรูปแบบการสอนที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถด้านพุทธิพิสัยหรือสติปัญญา และด้านทักษะคือกระบวนการสืบสอบ หรือการวิจัย โดยรูปแบบการสอนดังกล่าว  สร้างขึ้นจากทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญานิยมกลุ่มสร้างความรู้ เป็นต้น

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น รูปแบบการสอน จึงประกอบด้วยการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์หลากหลายในแต่ละขั้นตอน  ซึ่งผู้พัฒนารูปแบบจะให้แต่เฉพาะแนวทางการจัดประสบการณ์ไว้อย่างกว้างๆ ครูซึ่งเป็นผู้นำรูปแบบมาใช้ จึงต้องพิจารณาหา “วิธีการสอน” ที่เหมาะสมมาใช้ ตัวอย่างเช่น ขั้นตอนแรกของรูปแบบการสอนการฝึกหัดสืบสอบ คือ การให้ผู้เรียนเผชิญสภาพปัญหาที่สร้างความสับสน (puzzlement)  จะเห็นว่า ผู้พัฒนารูปแบบไม่ได้กล่าวถึง “วิธีการ” ที่ครูจะจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเผชิญปัญหา  ครูจึงต้องพิจารณาหาวิธีการสอนต่างๆ มาใช้ เช่นในกรณีนี้ ครูอาจใช้วิธีสอนโดยใช้การบรรยาย  สนทนาหรือการใช้กรณีตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เรียนเริ่มรับรู้ สังเกตและศึกษาปัญหาที่เผชิญในเบื้องต้น  ดังที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า  รูปแบบการสอนไม่ใช่วิธีการสอน แต่การทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ต่างๆ ตามขั้นตอนของรูปแบบการสอนจะต้องอาศัยวิธีการสอนต่างๆ  เป็นเครื่องมือ       ดังนั้น รูปแบบการสอนจะขาดซึ่งวิธีสอนไม่ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม  ครูสามารถใช้วิธีสอนต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้รูปแบบการสอน

มโนทัศน์ต่อมาคือมโนทัศน์ “วิธีการสอน”  ความหมายของมโนทัศน์นี้ ขึ้นอยู่กับกรอบที่ใช้พิจารณา หากมองด้วยกรอบการรับรู้ทั่วไป วิธีการสอนก็คือเครื่องมือหรือวิธีการที่ครูใช้สอนสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่ผู้เรียน  ซึ่งการเลือกใช้วิธีการสอนต่างๆ ขึ้นอยู่กับเนื้อหา (content)  หรือสิ่งที่จะสอน บุคคลที่จะต้องสอน (ผู้เรียน) และระดับความเข้าใจที่คาดหวังให้เกิดขึ้นในผู้เรียน สำหรับเนื้อหาที่จะสอนสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่  ความรู้  ทักษะและเจตคติ  (White และ  Manfred, 2010: online)  ส่วนความหมายของการสอนตามกรอบของทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยมหรือกลุ่มปัญญาสังคม (social cognitive theory) หมายถึง พฤติกรรมทั้งภายในและภายนอกของครู ที่ใช้ดำเนินการหรือจัดกระทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง  พฤติกรรมของครู เช่น  การบรรยายหรืออธิบาย  การสาธิตหรือแสดงตัวอย่าง  การให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มอภิปราย  การนำเสนอกรณีตัวอย่าง การให้ผู้เรียนแสดงละคร บทบาทสมมติ หรือพาผู้เรียนไปทัศนศึกษา เหล่านี้คือวิธีการสอน  จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า  ความหมายของวิธีการสอนนั้นกว้างมากกว่ารูปแบบ    การสอน  เพราะวิธีการสอนก็คือวิธีการใดๆ ก็ได้  ที่เมื่อครูกระทำแล้ว ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเรียนรู้สิ่งที่สอน  อีกทั้งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัยหรือทฤษฎีการเรียนรู้  ซึ่งเพิ่งเริ่มศึกษาค้นคว้าในช่วงศตวรรษนี้  เพราะวิธีการสอนเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น  ตัวอย่างวิธีการสอนที่ใช้มานานนับพันปี  และยังคงสามารถใช้ได้ในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง เช่น วิธีการสอนแบบสากัจฉาหรือวิธีการสอนด้วยการสนทนาของพระพุทธเจ้า (พระพรหมคุณาภรณ์, 2513: 47) วิธีการสอนแบบโซกราตีสหรือการสอนแบบสัมมนา   วิธีสอนด้วยการแก้ไข (revise) ทบทวน (review) และไตร่ตรอง (reflective) และวิธีสอนด้วยการประพฤติตนเป็นแบบอย่าง (role model)  ซึ่งสองวิธีหลังนี้เป็นวิธีสอนของขงจื้อ (Low, 2010: 682-684) เป็นต้น

สำหรับมโนทัศน์ “เทคนิคการสอน” นั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในสามมโนทัศน์ เหตุที่กล่าวเช่นนี้ก็เนื่องมาจากว่า  เทคนิคการสอน คือ กลวิธีต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถใช้วิธีการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และประสิทธิภาพดังกล่าวอาจพิจารณาเบื้องต้นได้จาก ผู้เรียนเรียนรู้ (เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม) ได้เร็วขึ้น  และการเรียนรู้ (พฤติกรรมที่เปลี่ยน) นั้นอยู่คงทนขึ้น  ตัวอย่าง เช่น หากครูใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ครูก็อาจใช้เทคนิคการใช้คำถาม  เพื่อกระตุ้นความสนใจหรือความคิดของผู้เรียน  หรืออาจใช้เทคนิคการวาดแผนภาพกราฟิก เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความเข้าใจข้อมูลที่ฟัง หรือจากตัวอย่างการจัดการเรียนการสอนในกรณีของพระพุทธเจ้า วิธีการสอนของพระองค์ส่วนใหญ่  จะใช้วิธีการสากัจฉาหรือการสนทนาเป็นหลัก  แต่พระองค์ก็ยังได้ทรงใช้กลวิธีหรือเทคนิคการสอนประกอบด้วย เช่น  ทรงใช้กลวิธีการยกอุทาหรณ์  การใช้อุปมา การใช้สื่อประกอบ  การเล่นคำ เป็นต้น (พระพรหมคุณาภรณ์, 2513: 52-56)

จากกรอบแนวคิดเกี่ยวกับเทคนิคการสอนข้างต้น  การจัดการเรียนการสอนก็คือการที่ครูใช้วิธีการสอนเป็นหลัก ซึ่งหากใช้ได้อย่างถูกต้อง  การใช้วิธีการสอนของครูก็ย่อมจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยู่แล้ว  (แต่เกิดช้าหรืออยู่ทนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เทคนิคการสอนจึงมิได้มีบทบาทโดยตรงในการสอน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในการใช้วิธีการสอนนั้น  ไม่จำเป็นจะต้องมีเทคนิคการสอนร่วมด้วยก็ได้  และครูทั่วไปก็สามารถใช้วิธีการสอนโดยไม่ต้องมีเทคนิคการสอนใดๆ แต่ผู้เรียนก็ยังคงเกิดการเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้เช่นเดิม  การให้ความสำคัญกับการแสวงหาเทคนิคการสอน และละเลยการออกแบบและเลือกวิธีการสอนจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างยิ่ง การตั้งโจทย์ที่ดีของครูจึงไม่ควรเริ่มจากโจทย์ที่ว่า“ในการสอนเรื่องนี้จะใช้เทคนิคอะไรดี” แต่ควรเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า “พฤติกรรมหรือสิ่งที่เราต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงคืออะไร เห็นได้จากอะไรและจะใช้วิธีการสอนอะไร” มากกว่า

ดังที่ได้อธิบายมา  เทคนิคการสอนจึงเป็นมโนทัศน์ของเครื่องมือในการเสริมประสิทธิภาพวิธีการสอน และแม้มโนทัศน์นี้จะมีความสำคัญน้อยกว่าวิธีการสอน แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นสิ่งที่สามารถสร้างชั้นเชิงและความเชี่ยวชาญให้ครูมีความเป็นมืออาชีพ   มากขึ้น  อย่างไรก็ตาม   ผู้ที่เป็นครูมืออาชีพหรือครูเชี่ยวชาญที่กล่าวถึงนี้  มิได้สร้างตนขึ้นมาจากการมีเทคนิคการสอนตั้งแต่ต้น  แต่ต้องเป็นผู้ที่รู้จักใช้กระบวนการพื้นฐานในการสอนหรือวิธีการสอนอย่างชำนาญ  จนเรียกว่ามีความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดเสียก่อน  กล่าวคือ  ทราบว่าพฤติกรรมที่คาดหวังให้เกิดขึ้นในผู้เรียนคืออะไร  รู้ว่าวัตถุประสงค์การสอนคืออะไร เนื้อหาที่จะสอนคืออะไร วิธีการสอนเนื้อหาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์คืออะไร และวิธีการประเมินการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะทำอย่างไร กล่าวโดยสรุปคือ ครูควรคิดเรื่องวิธีการสอนก่อนที่จะคิดเรื่องเทคนิคการสอน

อุปาทานอันเนื่องมาจากมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการสอนต่างๆ  เป็นสิ่งที่ครูพึงระวัง การลดอุปาทานดังกล่าวจึงได้แก่การสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า  วิธีการสอนมีความหมายในมิติที่กว้างกว่ารูปแบบการสอน เพราะวิธีสอนคือวิธีการใดๆ ที่ครูใช้เพื่อให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วิธีการสอนจึงมีความยืดหยุ่นและปรับได้ตามลักษณะของผู้สอน ส่วนรูปแบบการสอนนั้น  ถ้าครูนำมาใช้สอนก็อาจถือเป็นวิธีสอนอย่างหนึ่ง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมีความเฉพาะเจาะจงกว่า ทั้งในด้านวัตถุประสงค์  หลักการและขั้นตอนตามที่ผู้สร้างรูปแบบพัฒนาขึ้น  อย่างไรก็ตาม พึงระลึกไว้เสมอว่า  เรากล่าวไม่ได้ว่า “วิธีสอนใหญ่กว่ารูปแบบการสอน” เพราะในการใช้รูปแบบการสอน ผู้สอนก็ต้องจำเป็นจะต้องพึ่งพาวิธีการสอนเช่นกัน ดังนั้น เราควรพิจารณามโนทัศน์ทั้งสองในลักษณะที่เชื่อมโยงหรือมีความสัมพันธ์กัน  มากกว่าที่จะพิจารณาระดับสูงต่ำ (super and sub level) ของมโนทัศน์ทั้งสอง

_______________________________________________________

รายการอ้างอิง 

พรหมคุณาภรณ์, พระ. 2513.  พุทธวิธีในการสอน. เอกสารประกอบการบรรยาย ณ วิทยาลัยครูธนบุรี วันที่  1 ตุลาคม 2513.

กรุงเทพฯ: (อัดสำเนา)

Low, K. C. P.  2010:Teaching and education: The ways of Confucius.  Educational Research 1(December

2010): 681- 686.

Virginia Polytechnic Institute and State University.  2011.  Teaching models[Online].Available from:

              http://www.edtech.vt.edu/edtech/id/models/index.html [2012, March 23].    

White, C. and Manfred, L. 2010.  Instructional methods and strategies. In R. E. Fincher (eds.),Guidebook for

             Clerkship Directors[Online]. Available from:http://familymed.uthscsa.edu/ACE/pdf_

              chapters/Guidebook_Chp05.pdf [2012, March 23].

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s