เฉลิมลาภ ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

          การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ถือเป็นขั้นตอนแรกสุดของกระบวนการเรียนการสอนโดยทั่วไป การสอนที่มิได้กำหนดจุดประสงค์ จะเรียกว่าเป็นการสอนหรือการจัดการเรียนรู้หาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะการกำหนดจุดประสงค์จะนำมาซึ่งการกำหนดและเลือกเนื้อหาความรู้  กิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผล ด้วยเหตุนี้เอง  ครูที่ไม่ทราบว่า พฤติกรรมที่ผู้เรียนควรเกิดขึ้นหลังจากที่เรียนคืออะไร หรือไม่ทราบว่า “ผลผลิตปลายทาง” (terminal outcomes) ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในผู้เรียนของตนคืออะไร       ย่อมประสบอุปสรรคในการออกแบบและกำหนดกระบวนการเรียนการสอนในแต่ละคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จุดประสงค์การเรียนรู้โดยทั่วไป มักเขียนอยู่ในรูปของข้อความซึ่งแสดงพฤติกรรม  การปฏิบัติหรือการกระทำ (performance) ของผู้เรียนที่ควรจะเกิดขึ้น ในระหว่างหรือหลังจากการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน ด้วยเหตุนี้ ในการเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ จึงมักจะเริ่มต้นข้อความด้วยการใช้ “คำกริยา” ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ พฤติกรรม     การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หรือพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาในระดับต่างๆ  พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย หรือพฤติกรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการตอบสนองภายนอก ซึ่งแสดงให้เห็นความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญ และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย หรือพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการสร้างค่านิยมและเจตคติ  ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้เรียน สำหรับการจัดการเรียนการสอนในครั้งหนึ่งๆ นั้น ครูอาจเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ครบทั้งสามด้าน ตัวอย่างเช่น การสอนอ่านทำนองเสนาะในวิชาภาษาไทย  อาจกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ดังนี้

 

          1. ด้านพุทธิพิสัย:         เข้าใจหลักการอ่านทำนองเสนาะคำประพันธ์ประเภทต่างๆ

         2. ด้านทักษะพิสัย:        อ่านทำนองเสนาะคำประพันธ์ประเภทต่างๆ ได้

 

3. ด้านจิตพิสัย:            ซาบซึ้งในความไพเราะของทำนองเสนาะ

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า  จุดประสงค์การเรียนรู้ทั้งสามข้อข้างต้น แม้จะได้กำหนดขึ้นโดยจำแนกตามพฤติกรรมการเรียนรู้แต่ละพิสัยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีลักษณะที่กว้างมาก ทำให้เกิดคำถามตามต่อมาว่า     คำว่า “เข้าใจ” หลักการอ่านทำนองเสนาะที่เขียนไว้นั้นหมายถึงอะไร และผู้เรียนจะต้องแสดงพฤติกรรมอย่างไรที่เรียกว่าเข้าใจหลักการอ่าน หรืออย่างในกรณีของจุดประสงค์การเรียนรู้ด้านจิตพิสัย ก็เกิดความไม่ชัดเจน  เพราะที่กล่าวว่าผู้เรียนจะเกิดพฤติกรรม “ซาบซึ้ง” นั้น แท้ที่จริงแล้วเห็นหรือประเมินได้จากการแสดงพฤติกรรมอะไร  ความไม่ชัดเจนและความคลุมเครือดังกล่าว สามารถที่จะแก้ไขได้หากครูศึกษาหลักการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการกำหนดเป้าหมายการสอนตามแนวคิดกลุ่มผลผลิต

 

แนวคิดการจัดการศึกษาที่เน้นผลผลิต (outcome-based education) ทำให้เกิดแนวทางในการเขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งเรียกว่า  “จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม” (behavioral objectives) ในช่วงทศวรรษ 1970   ซึ่งหากจะพิจารณาให้ลึกลงไปแล้ว การกำหนดจุดประสงค์รูปแบบนี้  เกิดจากการผสมผสานแนวคิดของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ  ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะกลุ่มนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม ที่เน้นเรื่องการสร้างพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมาย (target behavior)           นักบริหารธุรกิจ ที่เน้นเรื่องการบริหารจัดการเพื่อสร้างผลผลิตจากทุนหรือทรัพยากรที่มีอยู่  และนักเศรษฐศาสตร์ ที่เน้นความคุ้มค่าและการลงทุนให้กับการศึกษาในฐานะเครื่องมือของสังคม ดังจะเห็นได้จากรูปแบบของข้อความที่เป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม  มักจะประกอบไปด้วยพฤติกรรมที่พึงประสงค์    ซึ่งผู้เรียนจะต้องแสดงออกมา ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ได้รับการจัดหรือเข้าไปแทรกแซงโดยผู้สอน (intervention) อันเป็นสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ  โดยจะต้องมีระดับของพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น  ซึ่งสามารถยอมรับได้ว่า คุ้มค่ากับที่ดำเนินการจัดหรือลงทุนไป และข้อความที่เป็นจุดประสงค์    การเรียนรู้ก็จะสื่อสารไปยังผู้เรียน ครอบครัวและสังคมว่า อะไรคือสิ่งที่คาดหวังว่าผู้เรียนจะต้องแสดงออกหรือกระทำได้

 

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประกอบด้วยเนื้อหาทั้งในส่วนที่เป็นความรู้ หลักการ มโนทัศน์ ทักษะและเจตคติ ซึ่งก็หมายความว่า ในการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น ครูสามารถเขียนในลักษณะของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมได้ แต่ดังที่ได้แสดงตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้จะเห็นได้ว่า  รูปแบบการเขียนมักเป็นเพียงการใช้คำกริยาที่มีขอบเขตหรือความหมายไม่ชัดเจน  ทำให้จุดประสงค์การเรียนรู้อยู่ในลักษณะที่    กว้างมาก และมิได้มีลักษณะเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่แท้จริงตามทฤษฎี ด้วยเหตุนี้ ครูภาษาไทยจำเป็นจะต้องศึกษาหลักการเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ซึ่งมีหลักการโดยสรุปคือ ควรเขียนเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนจะต้องแสดงออกมาภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด  โดยสามารถสังเกตเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อการนั้น ทั้งยังจะต้องเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในอัตราที่น่าพึงพอใจ  หรือเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่สามารถยอมรับได้ว่า การกระทำในครั้งนั้นๆ แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้ว        หากจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมจึงจะต้องประกอบไปด้วย

 

1. พฤติกรรมอันเป็นเป้าหมาย (target behavior) ที่คาดหวังว่าผู้เรียนควรจะเกิดขึ้นหรือทำได้หลังการเรียนการสอน

 

2. เงื่อนไข  (condition) หรือสภาพการณ์ที่ครูเป็นผู้จัดกระทำขึ้น (intervention) เพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมอันเป็นเป้าหมาย

 

3.  ระดับของการแสดงออกของพฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้ว่า เป็นระดับที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้ว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยระดับของการแสดงพฤติกรรมที่ยอมรับได้จะนำมาใช้กำหนดเป็นเกณฑ์ (criterion) หรือมาตรฐานสำหรับประเมินการแสดงพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมาย

 

จากแนวคิดข้างต้น  โครงสร้างของข้อความที่เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมจะมีองค์ประกอบสำคัญเรียงลำดับจาก  1)  เงื่อนไข 2)  พฤติกรรมเป้าหมาย  และ  3)  เกณฑ์หรือระดับมาตรฐานที่ยอมรับได้         ซึ่งอาจเขียนเป็นข้อความเชิงบรรยายในลักษณะที่ว่า “เมื่อครูกำหนดให้……………….แล้ว  นักเรียนสามารถ……………………………………….ในระดับ………………………………………”  ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงข้อความที่เป็นวัตถุประสงค์การเรียนรู้การอ่านทำนองเสนาะดังที่กล่าวถึงในตอนต้น ให้กลายมาเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม สามารถกระทำได้โดยปรับข้อความเดิมให้ชัดเจนขึ้นดังต่อไปนี้

 

         1. ด้านพุทธิพิสัย: เมื่อครูให้นักเรียนอ่านหลักการอ่านทำนองเสนาะประเภทกลอนสุภาพในเอกสารประกอบการเรียนรู้แล้ว (เงื่อนไข) นักเรียนสามารถพูดอธิบายหลักการอ่านทำนองเสนาะคำประพันธ์ประเภทกลอนสุภาพได้ด้วยสำนวนภาษาของตนเอง (พฤติกรรมเป้าหมาย) ไม่ต่ำกว่า 3 ข้อ  จากหลักการที่มีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อ (เกณฑ์ที่ยอมรับได้)

 

2. ด้านทักษะพิสัย:   เมื่อกำหนดให้นักเรียนอ่านบทร้อยกรองที่นำมาจากวรรณคดีเรื่อง  นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นกลอนสุภาพจำนวน 4 บท (เงื่อนไข)  นักเรียนสามารถอ่านบทร้อยกรองดังกล่าวเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง  (พฤติกรรมเป้าหมาย)  โดยอ่านคำผิดได้ไม่เกิน 2 คำ และถูกทำนอง    ทุกวรรค (เกณฑ์ที่ยอมรับได้)

 

3. ด้านจิตพิสัย:  หลังจากที่ให้นักเรียนอ่านบทร้อยกรองที่นำมาจากวรรณคดีเรื่องนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นกลอนสุภาพจำนวน 4 บท เป็นทำนองเสนาะแล้ว (เงื่อนไข)  นักเรียนสามารถเขียนความเรียงแสดงความคิดเห็น  ด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชมความไพเราะของทำนองเสนาะ (พฤติกรรมเป้าหมาย) โดยยกเหตุผลประกอบได้ไม่ต่ำกว่า 2 ข้อ (เกณฑ์ที่ยอมรับได้)

 

ทั้งนี้ ในการกำหนดเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ยอมรับได้ ครูภาษาไทยสามารถนำแนวคิดเรื่องเกณฑ์    การประเมินตามสภาพจริง (rubrics) มาปรับใช้เพื่อเป็นเกณฑ์เชิงคุณภาพ สำหรับประเมินพฤติกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้การประเมินการเรียนรู้มีความชัดเจนและเป็นปรนัยมากยิ่งขึ้นด้วย

 

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เป็นองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนที่สำคัญมากที่สุด เนื่องด้วยมีคุณค่าต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสอนและการเรียนรู้  ในด้านของการสอน เมื่อมีการกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ครูจะทราบและเข้าใจชัดเจนขึ้นว่า พฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในผู้เรียนนั้นคือพฤติกรรมใด พฤติกรรมนั้นต้องเกิดขึ้นภายในเงื่อนไขหรือสภาพการณ์อย่างไร และเกิดในอัตราที่ยอมรับ    ได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลที่ได้จะนำไปสู่การเลือกและกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้  ซึ่งก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้น การได้รับทราบว่า ตนเองจะต้องแสดงพฤติกรรมอะไร ภายใต้เงื่อนไขใดและมีเกณฑ์อย่างไร จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถที่จะพัฒนาและปรับปรุงการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างมีทิศทางมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ปกครองและสังคมทราบถึงความคาดหวังในตัวผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถที่จะแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้  อย่างไรก็ตาม  การเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามทฤษฎีที่ได้กล่าวมา แม้ว่าจะสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานให้ครูภาษาไทยออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน  และตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งพิสูจน์และทดสอบได้  อันเป็นการวางรากฐานของ     การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในฐานะ “ศาสตร์” ให้มีความมั่นคงก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า   การจัดการเรียนการสอนนั้นเป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล  และบุคคลกับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การเรียนรู้บางอย่างก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน มิได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนหรือวัดได้จากเครื่องมือที่สร้างขึ้น ผลการวัดหรือการคาดคะเนก็อาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากหลักความ   เป็นจริง  ด้วยเหตุนี้ การกำหนดสถานการณ์หรือเงื่อนไขในการให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม  และการกำหนดคำกริยาที่แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้จึงควรมีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดการสอบทานกันเองว่า เมื่อเปลี่ยนสถานการณ์ไปแล้ว ผู้เรียนยังสามารถที่จะแสดงพฤติกรรมแยกย่อยต่างๆ  ที่จะเชื่อมโยงไปถึงพฤติกรรมเป้าหมายในระดับที่น่าพึงพอใจหรือไม่ วิธีการนี้จะช่วยให้ครูภาษาไทยสามารถที่จะจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลผลิตที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการให้แนวทางที่ชัดเจนแก่ผู้เรียน     ในการที่จะพัฒนาตนเองไปสู่พฤติกรรมที่พึงประสงค์เหล่านั้นด้วยเช่นกัน

 

________________________________________________________

Advertisements