การเรียนรู้ทักษะภาษาไทย: ต่างกระบวนทัศน์ต่างวิธีการ

การเรียนรู้ทักษะภาษาไทย: ต่างกระบวนทัศน์ต่างวิธีการ

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการฝึกหัด หากเรายอมรับนิยามของการเรียนรู้ดังกล่าว เราย่อมต้องยอมรับต่อไปด้วยว่า เราย่อมเกิดการเรียนรู้ในทุกวัน เพราะทุกขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้เราต้องปรับตัวหรือแก้ปัญหาอยู่เสมอ

          การเรียนรู้ทักษะทางภาษาก็เป็นเช่นการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ คือ เกิดขึ้นในทุกๆ วัน  แต่การเรียนรู้ดังกล่าว เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ กล่าวคือ บุคคลมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสมรรถนะของ        การอ่าน พูด ฟัง เขียน ดูและคิด เพื่อให้สามารถทำงานหรือแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของตนเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ทักษะภาษาในลักษณะดังกล่าว เป็นการเรียนรู้ของบุคคลนั้นเอง ตามวาระและโอกาสซึ่งแตกต่างกันไป มิใช่การเรียนรู้ที่ได้รับการวางแผน (planed learning) จากครูภาษาไทยหรือนักพัฒนาการเรียนรู้ภาษา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ที่ได้รับฉันทามติจากสังคม ให้เป็นผู้พัฒนาผู้เรียน  การเรียนรู้ประเภทหลังนี้ จึงเป็นการเรียนรู้ที่ค่อนข้างเป็นระบบและต้องอาศัยหลักวิชาในการเข้ามาดำเนินการมากพอสมควร

          หลักวิชาที่สำคัญ ที่ครูภาษาไทยต้องนำมาใช้เป็นสิ่งแรก นอกเหนือไปจากหลักปรัชญาการศึกษาก็คือ หลักวิชาเกี่ยวกับการเรียนรู้ หรือเรียกให้ชัดเจนขึ้นว่า “ทฤษฎีการเรียนรู้” ซึ่งหมายถึง ข้อความรู้ที่อธิบายหรือพรรณนาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของมนุษย์ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความหมายของการเรียนรู้  การเกิดขึ้นของการเรียนรู้และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ เป็นต้น  ด้วยเหตุที่ทฤษฎีการเรียนรู้สร้างขึ้นจากกระบวนทัศน์ของนักจิตวิทยาการเรียนรู้ที่ดำเนินการศึกษาด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ในการสอนทักษะภาษาไทยแก่ผู้เรียนก็ย่อมมีวิธีการจัดกระบวนการที่แตกต่างกันตามทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานนั้นด้วย

          กระบวนทัศน์ที่เชื่อว่า การเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม เกิดจากการเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งเร้า (ประสบการณ์หรือสถานการณ์) กับพฤติกรรมการตอบสนองของบุคคล (formation  of association)    จะให้ความสำคัญกับการจัดสภาพการณ์การเรียนรู้  และการให้ผลป้อนกลับเพื่อเสริมการเรียนรู้นั้นให้เพิ่มสูงขึ้น  กระบวนทัศน์นี้เป็นของกลุ่มพฤติกรรมนิยม  ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการการศึกษามาอย่างยาวนานและยังคงอยู่ จากกระบวนทัศน์ดังกล่าว  ทักษะทางภาษาใดๆ จึงมิได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการจัดประสบการณ์หรือการวางเงื่อนไขบางอย่างที่อาจจะเรียกว่าเป็น  “ปัจจัยนำเข้า”  (antecedent)  โดยครูผู้สอน เพื่อให้ผู้เรียนนั้นแสดงพฤติกรรมบางอย่างซ้ำมากครั้งเข้า จนเกิดเป็นทักษะในที่สุด     หากเรานำกระบวนทัศน์การเรียนรู้ของกลุ่มพฤติกรรมนิยมมาใช้ในการสอนภาษาไทย เราจำเป็นต้องจำแนกพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมาย (target behavior) เสียก่อนว่า ประกอบด้วยพฤติกรรมหรือทักษะย่อยๆ อะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น หากเรากำหนดทักษะการเขียนเรียงความเป็นพฤติกรรมเป้าหมาย ครูผู้สอนก็พึงจำแนกทักษะย่อยที่สำคัญต่อการเขียนเรียงความ เช่น ทักษะการวางโครงเรื่อง ทักษะการแต่งประโยคและการสร้างย่อหน้า  ทักษะการเขียน   คำนำ ทักษะการเขียนสรุป เป็นต้น เมื่อจำแนกได้แล้ว ก็จัดปัจจัยนำเข้าให้ผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรมนี้ออกมา และจากพฤติกรรมย่อยๆ นี้ในที่สุดก็จะรวมกันเป็นพฤติกรรมเป้าหมายในที่สุด

          ตัวอย่างเช่น ในการพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความ ครูผู้สอนอาจต้องเริ่มจากการจัดการเรียนรู้ทักษะการวางโครงเรื่องเป็นอันดับแรก  จากนั้นจึงจัดประสบการณ์ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้า  เช่น กำหนดให้ผู้เรียนจะต้องเขียนโครงเรื่องเรียงความในโอกาสต่างๆ  ที่สำคัญ  แล้วให้ผู้เรียนพิจารณาตัวอย่างของโครงเรื่องแบบต่างๆ อธิบายหรือบรรยายวิธีการวางโครงเรื่อง  หรือให้นักเรียนฝึกหัดวางโครงเรื่องตามหัวข้อและรูปแบบที่ครูกำหนดเป็นตัวอย่าง หรือตามที่นักเรียนสนใจเอง เป็นต้น และเมื่อผู้เรียนเขียนโครงเรื่องของตนเองเสร็จแล้ว ครูจะต้องตรวจพิจารณาแก้ไข และให้ผลป้อนกลับที่ทำให้ผู้เรียนพึงพอใจที่จะเขียนโครงเรื่องหรือแสดงพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายนั้นต่อ  กลวิธีที่จะเสริมประสิทธิภาพในขั้นนี้ก็คือ  ผู้สอนจำเป็นจะต้องศึกษาให้ทราบว่า แท้จริงแล้วผู้เรียนของตนเอง (แต่ละคน) ต้องการอะไร และอะไรในที่นี้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่ผู้เรียน (แต่ละคนนั้น)  พึงพอใจด้วย  เช่น หากผู้เรียนคนนั้น พึงพอใจที่จะได้รับคำชมเชย ครูก็จะต้องชมเชยและให้กำลังใจขณะที่ตรวจแก้ผลงานคืน หรือหากผู้เรียนต้องการคะแนน ครูก็จะต้องให้แต้มคะแนนเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมการเขียนโครงเรื่องในระดับที่น่าพึงพอใจ ซึ่งก็จะเป็นแรงเสริมให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมนั้นอีก  อย่างไรก็ตาม กระบวนทัศน์เชิงพฤติกรรมนิยม จะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงของพฤติกรรมกับสภาพแวดล้อมเท่านั้น มิได้คำนึงถึงอารมณ์ ค่านิยม หรือความรู้สึกภายในอันเป็นผลกระทบ (side effects) อันเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งนักพฤติกรรมนิยมจะละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญอะไรนัก เพราะไม่อาจวัดหรือคะเนด้วยเครื่องมือใดๆ  ดังนั้น วิธีการจัดการเรียนรู้ของกระบวนทัศน์นี้ คือ การจัดประสบการณ์และสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมเป้าหมาย   และให้ผลป้อนกลับที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเป้าหมายนั้นซ้ำอีก

          นักจิตวิทยาการเรียนรู้อีกกลุ่มหนึ่ง มีกระบวนทัศน์ของการเรียนรู้ที่ต่างออกไปจากกลุ่มแรก คือกลุ่มปัญญานิยม ซึ่งมีความเชื่อว่าการเรียนรู้คือการสร้างโครงสร้างทางปัญญา (cognitive structure) บางอย่างภายในระบบปัญญาของบุคคล  อันเป็นผลมาจากกระบวนการประมวลผลข้อมูล (processing information)  การเรียนรู้ที่จะสร้างหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพฤติกรรมใดๆ นั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการและการจัดระบบของข้อมูลหรือความรู้นั้นเสียก่อน  ดังนั้น  การเรียนรู้ทักษะตาม       กระบวนทัศน์นี้  จึงมิได้ขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว  แต่ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลนั้นจะสามารถประมวลและบันทึกข้อมูลที่เป็นความรู้เชิงกระบวนการ (procedural knowledge) หรือความรู้เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติโดยทั่วไปและวิธีการปฏิบัติดีที่สุด (know-how, and how best) เพื่อจัดเก็บไว้ในหน่วยความทรงจำระยะยาวได้มากน้อยแค่ไหน การเรียนรู้ทักษะจึงต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้ความรู้ดังกล่าวให้เกิดเป็นโครงสร้างปัญญาเสียก่อน  จึงจะพัฒนาทักษะที่เป็นการปฏิบัติ (performance) ต่อไปได้  ทั้งนี้เพราะมีการวิจัยที่ศึกษาพบว่า  แม้ผู้เรียนจะได้รับโอกาสหรือเวลาในการฝึกหัดทักษะมากเพียงใด แต่หากผู้เรียนขาดซึ่งความรู้หรือโครงสร้างปัญญาที่สอดคล้องกับทักษะนั้นแล้ว ในที่สุดทักษะนั้นก็จะค่อยๆ หายไปในที่สุด ระบบโครงสร้างปัญญาภายในจึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของบุคคลมากกว่าสิ่งแวดล้อมภายนอก เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า  บุคคลนั้นจะเรียนรู้ทักษะใดๆ ได้มากหรือน้อยหรือมีประสิทธิภาพมากเพียงใด

          การจัดการเรียนรู้ตามกระบวนทัศน์ของการสร้างโครงสร้างปัญญา คือ การให้ความสำคัญกับการจัดการข้อมูลหรือความรู้ใดๆ ให้มีความหมายต่อผู้เรียน  ซึ่งความหมายจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่กับความรู้เดิมของตนเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องให้ความสำคัญกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือค่านิยมต่อข้อมูลของผู้เรียนแต่ละคน  ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการจัดเก็บในรูปแบบของโครงสร้างปัญญาเดิม  การศึกษาว่าผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้สึก มีค่านิยมหรือมีประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับข้อมูลใหม่อย่างไรจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  ในการเรียนการสอนทักษะทางภาษาตามกระบวนทัศน์นี้  จึงไม่ใช่การพัฒนาทักษะ “ใหม่”  เพราะแท้จริงแล้ว การเรียนรู้ทักษะคือการต่อยอดหรือขยายทักษะเดิม ที่ผู้เรียนมีอยู่แล้วให้ครอบคลุมไปยังสถานการณ์อื่นๆ นั่นเอง

          จากตัวอย่างของการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เมื่อพิจารณาด้วยกระบวนทัศน์ดังกล่าวนี้ การเรียนการสอนก็จะต้องเริ่มจากการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการเขียนเรียงความเสียก่อน  ซึ่งก็จะประกอบด้วยความรู้ในส่วนที่เป็นมโนทัศน์และหลักการเกี่ยวกับกระบวนการเขียนในแต่ละขั้นตอน  ทั้งนี้  ครูภาษาไทยจะต้องเป็นผู้จัดการข้อมูลหรือความรู้นั้นให้เป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียน ด้วยการนำเสนอหลักการเขียนที่สัมพันธ์กับความรู้เดิมของผู้เรียน ด้วย  ตัวอย่างเช่น ในการสอนหลักการเขียนคำนำ ครูควรสนทนากับผู้เรียนเกี่ยวกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน  ที่ได้จากการอ่านงานเขียนต่างๆ ว่า ผู้เขียนที่นักเรียนประทับใจหรือเคยอ่านผลงานนั้น      มีวิธีการเขียนคำนำอย่างไรบ้าง เมื่อรวบรวมความคิดหรือคำตอบของผู้เรียนได้พอสมควรแล้ว  จึงค่อยๆ ให้ผู้เรียนสรุปหลักการเขียนคำนำด้วยสำนวนภาษาของตนเอง ซึ่งแตกต่างกันไปตามความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนแต่ละคน จนเมื่อผู้เรียนมีหลักการที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยๆ ให้ผู้เรียนใช้หลักการดังกล่าวเขียนคำนำในเรียงความ  โดยสรุปแล้ว การจัดการเรียนรู้ทักษะทางภาษาตามกระบวนทัศน์นี้ คือ การให้ผู้เรียนสร้างความหมายจากข้อมูลหรือความรู้ (ในเชิงกระบวนการ)  ที่ได้รับตามประสบการณ์เดิมของตนเอง เพื่อให้เกิดโครงสร้างปัญญาเกี่ยวกับทักษะนั้นเสียก่อน จึงจะค่อยให้ลงมือปฎิบัติหรือฝึกฝนทักษะนั้นต่อไป  ซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนทัศน์กลุ่มพฤติกรรมนิยมไม่ให้ความสำคัญกับกระบวนสร้างความหมายดังกล่าว เนื่องจากเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งนักพฤติกรรมนิยมไม่อาจยอมรับได้ เช่นเดียวกับที่กลุ่มปัญญานิยมก็ไม่ยอมรับว่า การให้ผลป้อนกลับจากสิ่งแวดล้อม (การชมเชย การให้รางวัลหรือการเสริมแรงใดๆ ของครู) ตามแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมจะส่งผลต่อการเพิ่มพฤติกรรม เพราะในความเป็นจริงแล้ว บุคคลอาจแสดงพฤติกรรมซ้ำแม้ว่าจะได้รับผลที่ไม่พึงปรารถนา ทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยภายในอื่นๆ เช่น แรงจูงใจ  การควบคุมกำกับหรือการนำตนเอง  ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากกว่า  เช่น นักเรียนคนหนึ่งอาจจะตั้งใจเรียนได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะสอบไม่ผ่านหลายครั้งแล้วก็ตาม เป็นต้น

             ความจริงอีกข้อหนึ่งก็คือ  ตัวอย่างกระบวนทัศน์การเรียนรู้ของทั้งกลุ่มพฤติกรรมนิยมและกลุ่มปัญญานิยมดังที่กล่าวมา  เป็นแต่เพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆ กระบวนทัศน์การเรียนรู้ที่ได้มีการเสนอไว้ในปัจจุบัน  เมื่อกระบวนทัศน์ของการเรียนรู้ต่างกัน ที่มาและการเกิดขึ้นของการเรียนรู้จึงแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งก็ส่งผลให้ผู้สอนออกแบบการเรียนการสอนหรือการจัดการเรียนรู้ ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ที่เป็นพื้นฐาน  ประเด็นที่ควรตั้งเป็นคำถามทิ้งท้ายคือ  ขณะนี้ ครูภาษาไทยใช้กระบวนทัศน์การเรียนรู้ใดในการพัฒนาทักษะภาษาของผู้เรียน  เพราะเมื่อใดที่ครูภาษาไทยเข้าใจกระบวนทัศน์การเรียนรู้  การออกแบบกิจกรรมหรือประสบการณ์การเรียนรู้จะไม่ใช่เรื่องยากที่ต่อไป  เพราะกิจกรรมหรือเทคนิคการสอนต่างๆ จำนวนมากจะตามมาหลังจากที่ครูเข้าใจ   กระบวนทัศน์แล้วว่า การเรียนรู้คืออะไร  เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นที่ไหน  เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง

__________________________________________




Advertisements

เกี่ยวกับ chalermlahp

อาจารย์กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s